วิสาขบูชา วันบูชาที่สำคัญของโลกมนุษย์และเทวดา
โดย...พระสุจินตนินท สุภกโร

    วิสาขบูชา เป็นวันบูชาที่สำคัญของโลก เพราะวันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน นับว่าเป็นวันอัศจรรย์ของโลก ของบุคคลผู้หนึ่งที่พัฒนาตัวเอง จากพื้นฐานของชีวิตจนถึงขั้นสูงสุดที่มนุษย์พึงได้รับ คือ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งของเทวดา มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจึงสมควรที่ชาวโลก ควรน้อมเอาวันวิสาขบูชานี้เป็นวันกระทำการบูชาให้ดีที่สุด ด้วยกาย วาจา และใจ จึงขอนำทุกท่านได้ทำใจให้สงบพิจารณาพุทธประวัติและทบทวนสู่ใจ ๒ ประการ คือ
๑. ทบทวนความรู้เดิม
    เราทุกท่านทราบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และพระนางสิริมหามายา ธิดากษัตริย์โกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ เมื่อพระนางทรงพระครรภ์แก่ มีความประสงค์จะเสด็จกลับพระนครบ้านเกิด ในระหว่างทางได้เข้าไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ และได้ประสูติพระกุมาร ใต้ต้นสาละ ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
    ๑. ขณะประสูติแล้ว พระโอรสทรงดำเนินด้วยพระบาท ๗ ก้าวทุกก้าวมีดอกบัวผุดรองรับ และหยุดเปล่งพระอภิสวาจาว่า "เราเป็นยอดของโลก เราเป็นใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี"
    ๒. กลับสู่พระนคร ประสูติได้ ๓ วันอสิตดาบส เข้าเฝ้า เมื่อเห็นก็บังเกิด ความเคารพในพระโอรสนั้นมาก พร้อมลุกขึ้นนั่งกราบลงที่พระบาททั้ง  ๒ ของพระกุมาร แม้พระราชบิดา พระเจ้าสุทโธทนะ ก็ทรงกระทำเช่นนั้นด้วย
    ๓. ขนานพระนาม ประสูติได้ ๕ วัน ตั้งชื่อว่า "สิทธัตถะ" แปลว่า "ต้องการอะไรสำเร็จหมด "หรือแปลว่า "ผู้มีความต้องการสำเร็จ"
    ๔. พระมารดาสิ้นพระชนม์ หลังจากพระสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน
    ๕. ทรงศึกษาและอภิเสกสมรส เมื่อเจริญวัยแล้ว ทรงเข้ารับการศึกษาและจบการศึกษา ๑๘ ศาสตร์(๑๘ ปริญญา) เมื่ออายุ ๑๖ พระชันษา และ ทรงอภิเษกสมรส กับเจ้าหญิงยโสธรา ทรงประทับเสวยสุขอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู
    ๖. เสด็จออกผนวชและตรัสรู้ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ทรงมีพระราชโอรส ชื่อว่า "ราหุล" และเสด็จออกบรรพชา บำเพ็ญเพียรแสวงหาโมกขธรรมอยู่ ๖ ปี ได้ตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนใกล้รุ่งของ "วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖" เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา
    ๗. ทรงโปรดเวไนยสัตว์ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงเสด็จดำเนินไปด้วยพระบาท แสดงธรรมโปรดประชาชนทุกหมู่เหล่า รวม ๗ แว่นแคว้นใหญ่ๆ เสด็จไปในที่ใดๆ ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อเกื้อกูล เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อความสุขแก่หมู่มวลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย รวมเวลา ๔๕ พรรษา
    ๘. ปลงอายุสังขาร เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา พระพุทธศาสนาเกิดความมั่นคงและตั้งมั่นเป็นปึกแผ่นแล้ว ทรงปลงอายุสังขาร ด้วยการตั้งพระทัยว่าจากนี้ไปอีก ๓ เดือน จักเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
    ๙. พระโอวาทแทนพระองค์ ในตอนเย็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เสด็จเข้าประทับใต้ต้นสาละ อุทยานของมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา ทรงประทับสีหไสยาท แล้วทรงแสดงธรรมแนะนำวิธีปฏิบัติแก่หมู่ภิกษุ และทรงให้โอวาทว่า "ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใดที่เราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา"
   ๑๐. ปัจฉิมโอวาทและเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากเทศนาธรรมโปรดสุภัททะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว พระองค์ได้ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "หันทะทานิ ภิกขเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" ซึ่งเป็นปัจฉิมโอวาทที่ สรุปหลักคำสอนทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ลงไปในเรื่อง "ความไม่ประมาท" หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าฌานสมาบัติ และเสด็จดับขันธปรินิพพานในที่สุด
๒. เพิ่มเติมความรู้จริง มีหลายคนที่เป็นชาวพุทธแบบผิวเผินและมีความขัดแย้งในความรู้สึกอยู่ลึกๆ ใน ๒ ประเด็น คือ
    ๑. ประสูติวันแรก เดินได้ ๗ ก้าวและมีดอกบัวมารองรับจริงหรือ ?
    ๒. วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ตรงกันจริงหรือ ?
    ในเรื่องนี้เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธพึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ และมีใจเปิดกว้างในการศึกษา โดยมีศรัทธาและปัญญาเป็นรากฐาน
ประเด็นที่ ๑ ที่ว่าขณะหลังประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าวนั้น ในพุทธประวัติหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก พระอรรถกถาจารย์ได้วรรณนาไว้ว่า "การเดินได้ในวันประสูตินั้น เป็นการบอกว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้(ประสูติ)เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทรงดำเนินไปด้วยพระบาท ถึง ๗ แคว้นใหญ่ ที่มีในชมพูทวีปขณะนั้น เพื่อโปรดให้คนทุกหมู่เหล่าได้เข้าใจความจริงของชีวิต เมื่อเข้าใจแล้ว ใจก็เกิดความบริสุทธ์และใจของคนที่เข้าใจธรรมแล้ว ก็บริสุทธิ์แม้เมื่อก่อนใจสกปรก เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แต่พอฟังธรรม ความมืดมัวก็มลายหายไปจากใจ เหมือนดอกบัวที่เกิดแต่โคลนตม และเมื่อโผล่เหนือน้ำ ก็บริสุทธิ์จากโคลนตมที่สกปรก" แม้เราไม่ได้ศึกษาอย่างที่กล่าวมา ก็ไม่เสียหายที่จะเชื่อว่าพระองค์ทรงอัศจรรย์ได้อย่างนั้น เพราะความเป็นพระโพธิสัตว์นั้น กว่าจะมาเกิดต้องบำเพ็ญเพียรมาหลายแสนกัปกัลล์ เปรียบมองดูโลกเรา ยังมีกลางวันและกลางคืนได้ ยังหมุนรอบตัวเองได้ ยังหมุนรอบดวงอาทิตย์ได้ และยังมีได้หลายฤดู ถามว่าทำไม ก็เพราะเป็นธรรมชาติอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนั้นประเด็นที่ ๒ ที่ว่า วันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน ตรงกันในวันเดียวกัน แม้จะต่างปีกัน เพราะมีหลักฐานทางพุทธประวัติปรากฏชัด อันนี้แม้คนจะโง่เพียงใด ก็ไม่เกิดความขัดแย้ง แต่สิ่งที่เราชาวพุทธ(ผู้รู้) ควรเข้าใจอย่างแจ่มชัดมากขึ้นก็คือ คำว่าประสูตินั้น หมายถึงเจ้าชายสิทธัตถะค้นพบหลักธรรมจนตรัสรู้ธรรม ภาษาปรมัตถ์เรียกว่า พระองค์ประสูติเป็นพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรม จึงไม่แปลกที่คนอายุ ๓๕ ปีจะพูดได้ เดินได้ด้วยตัวเอง เพราะตรัสรู้ธรรมอย่างถ่องแท้ ใจของพระองค์จึงหมดจดและแจ่มแจ้งในธรรม เมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว ใจจึงหมดจดจากกิเลสทั้งหลาย ขณะนั้นใจของพระองค์นิพพานจากกิเลส การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานจึงเป็นเวลาเดียวกัน วันเดียวกัน และปีเดียวกัน จึงไม่แปลอีก ถ้าใจเรามีพุทธะ

ข้อมูล : พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
e-mail : tawatchai955@hotmail.com

กลับสู่หน้าหลัก