ธรรมะบันเทิง
ถิรจิตฺโตภิกขุ*

จงเจริญ

    น้ำที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า... ทำให้สุขภาพเสื่อม... เรียกว่าดื่มน้ำเมานะ... พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า... ดื่มแล้วมันเจริญ...หรือมันฉิบหาย... ฉิบหาย.... ใช่...ท่านตรัสว่าดื่มน้ำเมาเป็นปากทางแห่งความฉิบหาย.... ทำให้เสียทรัพย์... ทำให้เกิดโรค... ทำให้เป็นคนหน้าด้าน... ไร้ความละอาย... ก่อการทะเลาะวิวาท... สติปัญญาเสื่อม... ผู้อื่นติเตียน... แต่เดี๋ยวนี้กินเหล้ากันที่ไหน...มันยกแก้วเหล้าชนกันแล้วร้อง....จงเจริญ...โชโยๆๆ...จงเจริญ มันจะเจริญได้ยังไง... ก็น้ำที่มันกินนะมันน้ำฉิบหายแท้ๆ... มันยกชนกันให้เจริญ... มันน่าจะร้องว่ายังไงให้ถูกต้อง...? คนกินจงฉิบหาย... คนขายจงเจริญ... เชิดหน้าชูตา อาตมาเคยถามว่า... ทำไมต้องกินเหล้า... มันบอกว่าเพื่อเป็นการเชิดหน้าชูตา... มันโง่จริงๆๆ... เชิดหน้าอะไร... ทีแรกนะคอตั้งดีอยู่แล้ว... พอล่อเหล้าเข้าไป... คอก็เริ่มง้ำต่ำลงๆๆ.. มันไม่ใช่น้ำเชิดหน้าชูตา... แต่มันเป็นน้ำกดคอ... เดินลงบันได... ผีผลักตกลงมาคอหักอีก...


ส่วนผสมของเหล้า

    วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่าหลวงพี่ชอบด่าคนกินเหล้า... ว่าโง่ยิ่งกว่าหมา... อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ... หลวงพี่รู้หรือเปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง...? เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า... เหล้ามันผสมด้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...
    1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
    2. เลือดงู... กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...
    3. เลือดนก...กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
    4. เลือดหมู... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้...หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
    5. เลือดหมา...กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...
    พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกัน..
    (จากคำเทศนาของพระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ)


ฤกษ์สึก

    ที่วัดชลประทานหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านจะบวชพระทุกต้นเดือน ของทุก ๆ เดือน บวชครั้งละมาก ๆ เพราะเมื่อบวชแล้วจะได้ศึกษาหลักธรรมได้เต็มที่ "ไม่ใช่บวชแล้ว เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ตกค่ำจำวัด" มีพระใหม่รูปหนึ่ง เมื่อถึงคราวจะลาสิกขา (สึก) โยมพ่อโยมแม่ก็ไปหาหมดดู ดูเวลาสึก ดูอะไรสารพัด ตามแต่หมอดูจะว่าบอก โดยโยมพ่อได้สั่งพระลูกชายว่า เวลาออกจากวัดต้องเดินออกทางทิศตะวันออก เพื่อให้หน้ารับตะวัน ราศีจะได้ดี เรียกว่า บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก่อนจะลาหลวงพ่อกลับบ้าน ก็กราบเรียนถามหลวงพ่อให้มั่นใจว่า "หลวงพ่อครับ! เวลากระผมจะออกจากวัด ออกทางทิศตะวันออก ดวงจะดี ฤกษ์จะดี ราศีจะจับใช่มั้ยครับ" "หลวงพ่อ ตอบว่า วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ถ้าออกไปทางทิศตะวันออกแล้วดวงจะซวย มากกว่า เพราะว่าด้านตะวันออกวัดนะ กำแพงมันสูง และถ้าข้ามไปได้ ก็อาจจะซวยหนักเข้าไปอีก เพราะชาวบ้านเขาอาจคิดว่า ไอ้ทิด มันเป็น โจร เดี๋ยวลูกปืนมันจะถามหา" ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าให้ฤกษ์ดีจริง ๆ ก็บอกให้ใครเอารถมารับที่วัด หรือว่านั่งรถเมล์กลับบ้าน ตามทางที่คนเดินกันนั่นแหละฤกษ์ดีแท้


ขึ้นบ้านเวลาไหนดี

    มีครอบครัวหนึ่ง ได้สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ขึ้นไปอยู่บนบ้านหลังใหม่ เพราะยังไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดี วันหนึ่งเมื่อมีเวลาว่าง ก็ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อปัญญานันทะว่า "หลวงพ่อเจ้าคะ อยากจะได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่เจ้าคะ" หลวงพ่อถามว่า "โยมบ้านนะมีหลังคาหรือยัง มีบันได มีประตู หรือยัง" โยมรีบตอบว่า "มีพร้อมทุกอย่างแล้วเจ้าคะ ยังรอแต่ฤกษ์ดี อยู่หลายวันแล้วเจ้าคะ" หลวงพ่อเลยบอกว่า "เมื่อบ้านมีพร้อมทุกอย่างและสร้างเสร็จแล้ว ถือว่าฤกษ์ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องดูฤกษ์ให้เสียเวลา เชิญโยมขึ้นไปอยู่ได้เลย" หลวงพ่อพุทธทาสท่านสอนไว้ดีว่า "วันเวลาที่ท่านสามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุดนั่นแหละ คือ วันฤกษ์ดียามดีสำหรับท่าน อย่าไปดูหมอให้เสียเวลา"


ขอเลขเด็ด

    ชาวพุทธเทียมทั้งหลาย เมื่อไปวัดแล้ว แทนที่จะถามพระเจ้าพระสงฆ์ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนธรรมะอะไรสำหรับทำให้คนเราโชคดี ทำให้คนเรามีความสุข แต่ส่วนมากเมื่อไปวัดก็จะไปหาของดี ของขลัง ขอหวย ขอเบอร์ เรียกว่า พระรูปใดชอบบอกหวย บอกเบอร์ ก็ไปนั่งเฝ้า เคารพศรัทธา ท่านจะเดิน จะนั่ง จะเดิน จะพูดก็เอามาตีเป็นหวย เป็นเบอร์ไปหมด งานการก็ไม่ทำ ใครที่ทำอยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่า ชาวพุทธเทียม มีโยมกลุ่มหนึ่งไปหาหลวงตา บอกว่า "หลวงตาเจ้าคะ ท่านบอกหวยได้มั้ยเจ้าคะ ถ้าโยมถูกหวยแล้ว จะมาสร้างศาลาถวายวัดเจ้าคะ (เรียกว่าติดสินบนแม้พระทั้งพระ) หลวงตาเลยบอกว่า "โยมเอย ! พระรูปใดที่บอกว่า บอกหวยได้นะ ไม่ใช่พระ ถ้าอาตมารู้เลขเด็ดจริง อาตมาไปซื้ออวยเองไม่ดีกว่าหรือโยม ไม่ต้องทอดผ้าป่า หาปัจจัยสร้างวัดให้เหนื่อย"


คุณพระช่วย

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนให้ชาวพุทธ ต้องพึ่งพาตนเอง และใช้ความเพียรประกอบสัมมาอาชีพ ชีวิตจึงจะมีความสุข พระองค์สอนว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ ผู้ฝึกตนเองดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก"
    เช้าวันหนึ่ง ฝนตกพร่ำ ๆ รถราก็ติด ทุกคนต่างเร่งรีบกันไปทำงาน ผู้หญิงคนหนึ่ง เดินด้วยความรีบร้อน ไม่ทันระมัดระวัง เดินหกล้ม แล้วร้องด้วยความตกใจว่า "คุณพระช่วย" ขณะนั้นก็มีพระรูปหนึ่งท่านยืมรอรถอยู่ ท่านเลยบอกว่า "โยมพระก็ช่วยไม่ได้หรอก เพราะเมื่อวาน อาตมาก็เพิ่งตกตรงนี้เหมือนกัน"


ฤกษ์อดอยาก

    วันหนึ่งพระบวชใหม่เมื่อจะลาสิกขา (สึก) ก็ได้ไปกราบลาหลวงพ่อปัญญานันทะ กราบเรียนหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ กระผมต้อง การจะลา สิกขา โยมพ่อโยมแม่ไปดูฤกษไว้เรียบร้อยแล้ว หมอดูได้บอกมาว่า ถ้าได้ลาสิกขา เวลา 11.00 น.ฤกษ์จะดีมาก " หลวงพ่อพูดว่า "เวลา 11.00 น. ไม่ดีหรอก เพราะเป็นฤกษ์อดอยาก เพราะพระต้องฉันเพล ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น"     ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ว่าได้สาระข้อคิดดี


ไล่ควายเข้าไห

    เด็กอยุธยามันมีวิธีสอนพ่อมันดีมาก พ่อมันติดเหล้าไม่ทำมาหากิน มีที่ไร่ที่นาเท่าไรขายกินเหล้าหมด วันหนึ่งลูกชายเอาไหปลาร้าที่ปากเล็กๆ มาวางไว้หน้าบ้านแล้วใช้ไม้ตีควาย บังคับให้ควายเข้าไหให้ได้ ควายมันไม่ยอมเข้าเพราะไหมันเล็กมันเข้าไม่ได้ มันก็ร้องวิ่งวนไปรอบ ๆ พ่อมันนั่งกินเหล้าอยู่หน้าบ้านเห็นเหตุการณ์โดยตลอด จึงตะโกนถามลูก "มึงทำอะไร...?" "ผมกำลังตีควายให้เข้าไห" พ่อ "มึงจะบ้าหรือ...? ไหใบนิดเดียวควายตัว เบ้อเร่อ" "มันจะเข้าได้นะ .เพราะพ่อเคยทำให้ดูเป็น ตัวอย่างแล้วไง นาสิบกว่าไร่ผืนเบ้อเร่อพ่อยังเอาใส่ขวดเหล้าได้เลย
    จาก คำเทศนา พระพิศาลธรรมพาที


อะระหัง อะระหอย

    ยังมียายแก่คนหนึ่ง ชื่อว่ายายหอน แกเป็นคนเกลียดวัด เกลียดพระสงฆ์ ใครชวนเข้าวัดไปทำบุญทำทาน แกไม่ไป เพราะไม่สนเรื่องธรรมะธัมโมกินไม่ ได้ แกว่า ยายหอนมีอาชีพหาหอยขาย แกยึดอาชีพนี้มาตั้งแต่สาวๆ คือ ไปเที่ยวหาหอยมาขายในตลาด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการล่าหอยเป็นพิเศษว่าก็ว่าเถอะ แกมีอดีตเป็นเบื้องหลังเหมือนกัน จึงไม่เข้าวัด คือ สมัยโน้นแกหลงรักกับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างดื่มดูดเอ๊ยดูดดื่ม ฝังจิตฝังใจ สัมพันธ์สวาทจะลึกซึ้งขนาดไหนไม่มีใครทราบ ต่อมาแฟนของแกหนีไปบวชอยู่ที่วัด ก่อนไปบวชทราบว่ามีเรื่อง ผิดใจกัน ชนิดมองหน้ากันไม่ได้ หรือแม้แต่ได้ยิ่นชื่อแกก็หน้าเง้าหน้างอแล้ว (ทำไมถึงทำกะฉันได้) แกร้องเพลงตัดเพ้อต่อว่าในใจ ดังนั้น เมื่อเกลียดชายคนนั้น ทั้งที่บวชพระแล้ว แกก็ไม่ยอมไปวัด ไม่ยอมสนใจชายคนใดอีกเลยในชีวิตคงหาหอยขายไปเรื่อยๆ อย่างผู้สันโดษ ไม่ใยดีอะไร ในที่สุดเมื่อแก่มากแล้ว ก็ล้มป่วยอาการหนักมาก หมอเยียวยาไม่ไหวแน่ หลานแก ญาติแก ก็พากันเอาดอกไม้ธูปเทียนไปใส่ให้ที่มือ จัดการพนมมือ บอก ทางสวรรค์ให้ตามธรรมเนียม "อะระหัง อะระหัง" ว่าซียาย เนื่องจากแกไม่เคยเข้าวัดเลย ไม่เคยได้ยินคำว่า อรหังบวกกับกลัวตาย จิตใจหวั่นไหวประหม่าจนปากสั่นตาซีดจึงท่องคาถาผิด "อะระหอย อะระหอย" คร่อก......!
    โดย ภิกขุ โพธิ์แสนยานุภาพ


เจิมคนดีกว่าเจิมรถ

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ ชาวพุทธบางกลุ่มนี่ มีสติปัญญาไม่มากพอ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าหลงงมงาย เชื่อไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
    มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งไปหาหลวงพ่อชา "หลวงพ่อคะช่วยรดน้ำมนต์ให้หน่อยค่ะ" รดทำไม? "จะได้ร่ำรวยสักที จนมานานแล้วเจ้าค่ะ" หลวงพ่อชาหัวเราะ "ถ้ารดน้ำมนต์แล้วรวย อาตมาจะไปรดให้โยมทำไม? ฉันก็เอาพระเณรทั้งหมด มารดให้รวยคาวัดไม่ดีกว่าหรือ ศักดิ์สิทธิ์กว่า รดน้ำมนต์ไม่เป็น" แล้วเจิมรถเป็นไหม...? ไม่เป็นโยม อาตมาเป็นแต่เจิมหัวคน เจิมรถไม่มีประโยชน์อะไร ทำให้รถเปื้อนเปล่าๆ เจิม หัวคนขับรถจะได้ประโยชน์กว่า โยมเอาคนขับรถมา เดี๋ยวอาตมาจะเจิมหัวมันให้ อาตมาจะเจิมหัวให้คนขับรถ แล้วมีคาถากำกับ คาถานี้ เป็นคาถาวิเศษ ท่องทุกวันศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน เนื้อคาถาว่า "ไม่ประมาท ไม่ขับไว ไม่หลับใน ไม่แซงทางโค้ง รักชีวิตเรา เมาไม่ขับ" ให้มันท่องอย่างนี้ทุกครั้งที่ขับรถ รับรองปลอดภัย ไม่ต้องไปเจิมรถให้รถมันเปื้อนหรอก รถใหม่ ๆ สวยๆ เสียดาย เอาไปให้พระทำสกปรกหมด

*วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
e-mail : tawatchai955@hotmail.com

กลับสู่หน้าหลัก