จริงแท้
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ


   ผู้ที่สนใจในการศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้งจริงจัง ทั้งที่เป็นชาวพุทธและที่นับถือศาสนาอื่น เวลาพบปะสนทนากันมักจะคุยกันหลายเรื่องหลายราว และที่ไม่ลืมก็คือ มักจะตั้งคำถามกันว่า อะไรคือความจริงสูงสุด

   ท่านอาจารย์พุทธทาสได้บรรยายธรรมชุดหนึ่งเรียกว่า ปรมัตถสภาวธรรม(อ่านว่า ปะ-ระ-มัด-ถะ-สะ-ภา-วะ-ทำ) ซึ่งแสดงความจริงของธรรมชาติและกฎธรรมชาติ ที่เคลื่อนไหวเป็นกิริยา และทำปฏิกิริยาต่อกันจนกลายเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งรูปและนามที่มนุษย์ผู้มิได้ประจักษ์ในความจริงข้อนี้ต้องลุ่มหลงมัวเมาในสมมติกันจนถอนตัวไม่ขึ้น รบราฆ่าฟันช่วงชิงสิ่งสมมติกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายก็กลายเป็นธาตุไปด้วยกันทั้งหมด ไม่มีใครยืนยงคงกระพันไม่แตกสลายสักรายเดียว
   คำว่า ปรมะ แปลว่า สูงสุด
   คำว่า อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ เนื้อหาสาระ
   คำว่า สภาวะ แปลว่า ความเป็นเช่นนั้นเองตามเหตุตามปัจจัยโดยไม่มีใครเข้าไปปรับปรุงเกี่ยวข้องได้
   คำว่า ธรรมะ แปลว่า ธรรมชาติ
   เมื่อนำเอาคำทั้งสี่คำมาต่อกันตามหลักแห่งไวยากรณ์ก็จะแปลได้ว่า ธรรมชาติที่กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัย อันมีประโยชน์หรือสาระสูงสุด
   การศึกษาเรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องสูงสุด แต่กลับกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่กำลังเป็นไปในชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การศึกษาพระพุทธศาสนาที่เป็นความจริงสูงสุด เป็นการศึกษาที่ไม่ต้องคาดคะเนหรือเดากันไปต่างๆ นานา แต่เป็นการมองถึงกระบวนการธรรมชาติและกฎธรรมชาติที่สัมผัสได้จริงๆ ยิ่งพิจารณาสิ่งใกล้ตัวเท่าไร ก็ยิ่งเข้าถึงธรรมสูงสุดมากขึ้นเท่านั้น
   การศึกษาเรื่องธาตุเรื่องเดียวก็ครอบคลุมหมด ทั้งรูปและนาม กล่าวคือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุและวิญญาณธาตุ การศึกษาเรื่องขันธ์ห้าก็ครอบคลุมเรื่องชีวิตได้ทั้งหมด เพราะเป็นการศึกษาถึงเรื่องนามและรูป ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ การศึกษาเรื่องผัสสะ ก็คือการศึกษาเรื่องนามและรูปเช่นกัน เพราะปัจจัยที่จะให้เกิดผัสสะประกอบด้วย
   อายตนะภายใน อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
   อายตนะภายนอก ประกอบด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
   และองค์ประกอบที่เป็นฝ่ายนามทำหน้าที่เชื่อมต่อก็คือ วิญญาณที่เชื่อมระหว่าง ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสิ่งที่เข้ามากระทบสัมผัสที่เรียกว่า โผฏฐัพพะและจิตใจกับธรรมารมณ์คืออารมณ์ในอดีตหรือในอนาคตที่น้อมนึกเข้ามาคิดใหม่
   จุดกำเนิดของขันธ์ห้าอยู่ที่ผัสสะนี้เอง
   ทั้งธาตุ ขันธ์ และอายตนะ ล้วนทำงานเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็น อิทัปปัจจยตา อาศัยกันและกันเกิดขึ้น หรือ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี
   เมื่อใดธาตุปรากฏ อายตะนะ ปรากฏ ขันธ์ก็ปรากฏ เมื่อธาตุดับ อายตนะดับ ผัสสะ ไม่มี ขันธ์ห้าก็ไม่มี
   ธาตุจึงเป็นแหล่งกำเนิดของการเกิดขึ้นของขันธ์ห้าที่ตกอยู่ในสภาพเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดเวลา
   การมองธาตุเป็นที่ตั้งแห่งชีวิต ทำให้มองเห็นชัดว่า ที่แท้การกระทำต่างๆ ในชีวิต ที่ล้วนเป็นสมมติ ไม่มีอะไรมากไปกว่า กิริยาและปฏิกิริยาของธาตุเท่านั้นแต่เพราะถูกสมมติบังความจริงเอาไว้จึงไม่สามารถมองเห็นว่า ทุกสิ่งเป็นกิริยาและปฏิกิริยาของธาตุเท่านั้น แต่กลับมองเห็นเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ภาษาธรรมะเรียกว่า สิ่งทั้งหลาย เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์ ไม่มีอะไร ที่เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา จุดนี้ก็จะเชื่อมต่อระหว่างกรรมและสังสารวัฏ
   กรรม คือการกระทำ เป็นกิริยาที่ทำปฏิกิริยากันในกระบวนผัสสะนั้นเอง หากกิริยา และปฏิกิริยาที่ปรากฏตามกฏธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป หายไปเพียงครั้งเดียว ก็เป็นกรรมครั้งเดียว เกิดครั้งเดียว ดับไปครั้งเดียว แต่ถ้าผัสสะนั้นชวนให้ติดใจ ต่อไปเป็นกระบวนการลูกโซ่แห่ง เวทนา ติดอกติดใจกับเรื่องที่ผัสสะนั้น ทั้งด้านที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจซึ่งจะนำไปสู่ตัณหา เป็นปฏิกิริยาต่อจากเวทนา
   หากติดใจ ชอบใจในผัสสะนั้นอย่างมาก เข้มข้น ความคิดอันเป็นปฏิกิริยาฝ่ายมโนกรรมก็จะหวนกลับมาอีกสองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้งหรือหมื่นครั้งแสนครั้ง ย้ำคิดครั้งแล้วครั้งเล่าจึงเป็นสังสารวัฏคือการย้ำคิด ปักใจอยู่กับผัสสะนั้นจนถอนออกไปไม่ได้นั้นเอง สังสารวัฏถูกมัดตรึงไว้ด้วยอุปาทาน การย้ำคิดแล้ว ย้ำคิดอีกไม่ยอมปล่อย ก็จะพบว่าเมื่อใจต้องวนเวียนอยู่ในเรื่องนั้นจนหาทางออกไม่พบ สิ่งที่ตามมาคือความทุกข์ทรมานทางใจ
   มองต่อไปก็จะพบว่า ความทุกข์ที่ว่านี้เป็นสภาวะที่ทนได้ยากจริงๆ แม้เวลาที่เราตามดู ตามรู้ ตามเห็นทัน ก็สามารถสัมผัสความรู้สึกทุกข์ หนัก อึดอัด ขัดเคืองได้ชัด
   ผู้ที่ตามดูตามรู้ตามเห็นกระบวนการเกิดทุกข์ได้ชัดทันตามความรู้สึก ก็จะพบทางออกจากทุกข์ว่า อุปาทาน หลุดเมื่อไร ประตูที่จะเปิดให้ออกจากทุกข์ ก็ปรากฏเมื่อนั้น
   การถอนใจออกไปจากทุกข์ที่วนเวียนอย่างนี้เรียกว่า เนกขัมมะ
   เบื้องต้นเมื่อจิตใจยังไม่สว่างไสวและเข้มแข็งพอที่จะสลัดออกไปจากวัฏฏะได้ก็นำใจไปฝากไว้กับสิ่งที่ดีงามเช่นฝากไว้กับพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นความสะอาด สว่าง และสงบเปรียบเหมือนเวลาเจอแดดร้อนก็หลบแดดเข้าที่ร่ม แม้รอบๆ ตัวจะยังมีแดดร้อนแต่ยังมีร่มให้พักพิง จุดนี้จึงเชื่อมโยงกับพระรัตนตรัย เป็นที่พักใจ อันเป็นความสะอาด สว่างและสงบ ซึ่งตรงกันข้ามกับความสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า
   ประโยชน์ของการศึกษา ทำความเข้าใจ เรื่อง ธาตุ อายตนะ ขันธ์ อยู่ที่การมองสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทั้งในชีวิตตนเองและชีวิตหรือสิ่งอื่นๆ ล้วนเป็นเพียงธาตุ ที่ทำปฏิกิริยาตามกฎธรรมชาติชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นแล้วก็ผ่านไป เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่น่าเอา น่ามี น่าเป็น น่าครอบครอง น่าเป็นเจ้าของเลยสักสิ่งเดียว ไปแบกสิ่งใดเอาไว้ก็หนักพอๆ กันทุกเรื่อง ประจักษ์แจ้งความจริงข้อนี้แล้ว บอกเตือนตัวเองไว้เสมอว่า สิ่งทั้งหลายเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย มีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิด มีเหตุปัจจัยให้ดับก็ดับ มีเพียงธาตุเท่านั้นที่เกิดๆ ดับๆ ตามกระบวนการกิริยาและปฏิกิริยา ไม่มีอะไรน่ายึดถือครอบครอง ยึดมากหนักมาก ยึดน้อยหนักน้อย ไม่ยึด ไม่หนักเลยดังพระพุทธวจนะที่ว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น

   การศึกษา ธรรมะจนรู้ เข้าใจ นำไปปฏิบัติ วางตัวรู้อยู่ประจำใจในความรู้สึก เกิดความรู้สึกใดๆ ขึ้นมาเมื่อไร ใช้สติปัญญา แทนกิเลสตัณหา วางทีท่าอย่างเหมาะสม ต่อความรู้สึกนั้นๆ แล้วปล่อยผ่านพ้นไปไม่ตกค้าง เป็นตะกอนใจ ไม่ก่อทุกข์อีกต่อไป นับเป็นการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง

ขอกราบนมัสการขอบคุณ
พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
เอื้อเฟื้อข้อมูล

กลับสู่หน้าหลัก