ความรู้เรื่องขันธ์
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ


   พุทธศาสนิกชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากในยุคปัจจุบัน ที่สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจในแก่นธรรมของพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งตามลำดับ นับเป็นมุมแห่งกุศลเจตนาที่น่าชื่นชมมุมหนึ่งของสังคมไทย

   กระแสธารแห่งความสนใจ ใฝ่หาเรื่องดีงามของคนหนุ่มสาวทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรมทั่วโลก ไม่เคยเหือดแห้งหายไป ล้วนมีสืบทอดต่อกันมาอย่างไม่เคยขาดหาย นับเป็นอีกกระแสธารหนึ่ง แม้เป็นกระแสธารเล็กๆ แต่ก็ชุ่มเย็นชื่นใจ ก่อประโยชน์ทางจิตใจให้ตนเอง ครอบครัว สังคม แม้กระทั่งโลกได้ไม่น้อยทีเดียว
   บุคคลสำคัญที่อุทิศตนเพื่อพระศาสนาและเพื่อนมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นท่าน อาจารย์พุทธทาส หรือ แม่ชีเทเรซ่า ล้วนมีความรู้สึกซาบซึ้งในศาสนาที่ตนนับถืออย่างลึกซึ้ง และอุทิศตนถวายแก่ศาสนาที่ตนได้รับแสงสว่างส่องทางชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย อย่างไม่ลังเลเหลาะแหละเหลวไหล
   หนุ่มสาวชาวพุทธของประเทศไทย ที่ต่อมากลายเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักของบ้านเมืองมาทุกยุคทุกสมัยทั้งฝ่ายโลกฝ่ายธรรม ที่ตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างจริงจังทุ่มเท ประยุกต์ธรรมกับชีวิตและการงานอย่างเหมาะสมกลมกล่อม ที่ไม่ปรากฏนามเป็นที่เลื่องลือมีอยู่ในทุกวงการ บุคคลเหล่านี้มีความสุขใจ อยู่ในกระแสธารธรรมที่ตนค้นพบ อย่างไม่หวั่นไหวคลอนแคลน
   ผู้สนใจธรรมท่านหนึ่งส่งข่าวให้ทราบว่า กำลังศึกษาธรรมะเรื่อง ขันธ์ห้า ได้อาราธนาให้อธิบายธรรมะเรื่องขันธ์ห้าแบบง่ายๆ ให้เข้าใจในเวลาไม่นานนัก
   ความจริงธรรมะเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ กว้างขวางลึกซึ้งมาก เพราะเป็นเรื่ององค์ประกอบของชีวิตทั้งด้านนอกที่เรียกว่า รูป และด้านในที่เรียกว่า นาม ที่มีความเชื่อมโยงประสานกันเป็นหนึ่งเดียวแต่แบ่งหน้าที่กันทำอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
   คำว่า ขันธ์ เป็นภาษาบาลีแปลว่า กอง
   คำว่า ขันธ์ห้า เป็นภาษาธรรมะที่ชาววัดคุ้นเคย แปลว่า กองห้ากอง ประกอบด้วย รูปขันธ์ กองรูป เวทนาขันธ์ กองเวทนา สัญญาขันธ์ กองสัญญา สังขารขันธ์ กองสังขาร วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ
   กองทั้งห้ากองนี้ย่อเหลือ สองกอง คือ รูปขันธ์ กองรูป นามขันธ์ กองนาม
   กองรูป ประกอบด้วยธาตุสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม เส้นผมหนึ่งเส้น ขนตาหนึ่งเส้น เล็บหนึ่งชิ้น ฟันหนึ่งซี่ ล้วนมีธาตุทั้งสี่ประกอบกันเข้าอย่างครบถ้วน ได้สัดส่วนพอดี
   กองนาม คือ จิต เรียกชื่อได้หลายชื่อตามหน้าที่ เมื่อทำหน้าที่ รู้สึก ชอบ ชัง เฉย เรียกว่า เวทนา เมื่อทำหน้าที่เก็บสิ่งที่ได้ประสบ ขณะนั้นๆ สามารถระลึกถึงสิ่งที่เคยประสบมาในอดีตออกมาใช้งานได้ทันท่วงที เรียกว่า สัญญา ความจำได้ หมายรู้ เมื่อทำหน้าที่ปรุงแต่งเรื่องดีบ้าง เรื่องไม่ดีบ้าง กลางๆ ระหว่างดีและไม่ดีบ้าง เรียกว่า สังขาร
   ตัวอย่างเช่น ที่วัดพุทธปัญญามีแมวตัวหนึ่ง ทำตัวเป็นแมวป่าไม่ให้ใครจับต้อง แต่อาศัยอยู่บริเวณวัด เวลาคนมาวัดแล้วเจอแมวตัวนี้จะมีทีท่าต่อแมวสามอย่าง มีใจเมตตาต่อแมว ก็ถามเรื่องความเป็นอยู่เรื่องอาหาร น้ำดื่ม ด้วยจิตกรุณา คนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อแมวก็แนะนำว่าควรจะเรียกให้ city มารับแมวให้พ้นวัดไป ซึ่งก็ไม่ทราบชะตากรรมได้ว่า พ้นวัดไปแล้วจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มาวัด ก็เห็นแมวหรือรู้ว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นแมว แต่เห็นแล้วก็ผ่านไป ไม่สนใจ ไม่คิดอะไร ไม่แนะนำอะไร
   นี้เป็นตัวอย่างของสังขาร คือการปรุงแต่งของจิต แม้เรื่องราวอื่นๆ ก็จะเป็นไปในแนวนี้ คือพบเห็นอะไรก็คิดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ไม่คิดปรุงแต่งอะไรปล่อยมันไปตามที่มันจะเป็น ถ้าจะให้เข้าใจยิ่งขึ้นลองสังเกตใจตัวเองดูแล้วจะรู้ได้ชัดมากขึ้น
   เมื่อจิตทำหน้าที่รับรู้ เวลาที่ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องกับสิ่งที่มากระทบกาย จิตใจรับธรรมารมณ์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต เรียกการทำหน้าที่ของจิตตรงนี้ว่า วิญญาณ การรับรู้
   วิญญาณจะเกิดเองไม่ได้ แต่จะเกิดเมื่อ เวลาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำปฏิกิริยา กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ครั้งหนึ่งๆ เท่านั้น
   คนที่สนใจศาสนาเป็นจำนวนมากมักจะถามว่า วิญญาณมีจริงไหม
   ก็คงตอบว่า มีจริงๆ มีทุกครั้งที่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำปฏิกิริยา กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แต่ไม่คงทนถาวร มีเป็นครั้งคราว ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบก็ปรากฏ ถ้าองค์ประกอบไม่ครบก็ไม่ปรากฏ เหมือนไม้ขีดไฟที่ทำไฟออกมานั้นแหละ จะถามว่า ไฟอยู่ที่ไหน อยู่ที่กลักไม้ขีดก็ไม่ใช่ อยู่ที่หัวไม้ขีดก็ไม่ใช่ แต่ไฟจะเกิดขึ้น เมื่อปฏิกิริยาเคมีทำปฏิกิริยาต่อกันอย่างเหมาะสมลงตัว
   จุดมุ่งหมายสูงสุดของการศึกษาเรื่องขันธ์ห้า เพื่อเข้าใจสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นชีวิตอย่างลึกซึ้งว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติและกฎของธรรมชาติที่ทำปฏิกิริยากันอย่างสอดคล้องต้องกัน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งๆ ขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไปปรากฏการณ์นั้นก็ผ่านไป แล้วปรากฏการณ์ใหม่ก็ทยอยเข้ามาตามกระบวนการปฏิกิริยาที่ทำกันใหม่ แล้วก็เคลื่อนคล้อยเปลี่ยนไปดังสายน้ำ
   ตัวอย่างที่เราพบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในชีวิตประจำวันของทุกคนคือ ความ ชอบ ชัง เฉย อันเป็นส่วนของเวทนาขันธ์ ก็เกิดจากการทำปฏิกิริยาดังกล่าว หลังจากที่จบกระบวนการปฏิกิริยาแล้ว ก็เคลื่อนคล้อยเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน
   สังเกตดูเถิด เดือนที่แล้ว เคยชอบ สิ่งใด หรือเกลียดสิ่งใด อย่างฝังจิตฝังใจ มาถึงวันนี้หายไปหลายเรื่อง แม้ยังเหลือตกค้างก็เจือจางเต็มที และอีกไม่นานก็ผ่านไปสนิท ดังคำปลอบใจให้คนที่สูญเสียบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รักว่า ระยะเวลาจะเยียวยาความเจ็บปวดได้ ความจริงก็เป็นเช่นนั้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ผ่านไป
   อะไรละที่ดึงไว้มิให้ผ่านไปง่ายๆ ....
   ปราชญ์เรียกพันธนาการตัวนี้ว่า อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น นี่แหละเจ้าตัวที่บงการว่า ชีวิตในแต่ละนาที ชั่วโมง วัน เดือน หรือปี จะทุกข์หรือไม่ทุกข์เพียงใด
   พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขันธ์ห้าที่มีอุปาทานเป็นทุกข์ หมายความว่า ลำพังขันธ์ห้านั้นไม่ทุกข์ แต่จะทุกข์ต่อเมื่อ มีอุปาทาน ความรู้สึกฉุดกระชากลากดึง ปรากฏการณ์ทั้งหลายมิให้ผ่านไป ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ถ้ายินยอมปล่อยให้ผ่านไปไม่ขัดขวางการเดินทางแห่งปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ความหนัก กดดัน และความอึดอัดก็ไม่มี
   เปรียบเหมือนคนคนหนึ่ง พบวัวป่าตัวหนึ่ง เดินผ่านมา จึงเอาเชือกล่ามไว้ วัวป่าก็พยายามจะเดินไปตามทางของมัน คนก็จะดึงมันไว้ คนดึงก็ทุกข์เรื่อยไป หากคนคนนั้นถือเชือกวัวไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะกินข้าว อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ ทำสวน เขาต้องลำบาก เกะกะ หนัก เหนื่อย เชือกก็บาดมือ เจ็บก็เจ็บ
   อยู่มาวันหนึ่งเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่เขาเข้าไปคล้องวัวตัวนี้ แล้วถือเชือกไปทุกหนทุกแห่ง เขาลำบากมาก เขาประจักษ์ความจริงข้อนี้แล้ว จึงตัดเชือกที่ล่ามวัวนั้น ปล่อยวัวตัวนั้นเดินเข้าป่าไป ตั้งแต่นาทีนั้นชายคนนั้นได้พบกับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตครบถ้วนทุกประการ
   วันหนึ่งๆ เขาเห็นวัวป่าเดินผ่านบ้านเขาเป็นฝูงๆ แต่เขาเพียงแต่รู้ว่าวัวมันเดินผ่านไปกี่ตัว แต่เขาไม่ไปคล้องมันอีกแล้ว ปล่อยให้เดินผ่านไป

   การศึกษาเรื่องขันธ์ห้าคือการศึกษาลงไปที่การเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่ความเชื่อ เมื่อประจักษ์ชัด สัมผัส ประสบ พบ แล้วปล่อยผ่าน จิตใจก็จะเบิกบาน โปร่งเบาสบาย ไร้พันธนาการ

ขอกราบนมัสการขอบคุณ
พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
เอื้อเฟื้อข้อมูล

กลับสู่หน้าหลัก