ธรรมะกับพระพุทธรูป
ถิรจิตฺโตภิกขุ*


    หลังจากที่พระประธานได้มาประดิษฐาน ณ วัดอตัมฯ เรียบร้อยแล้ว มีหลายท่านตั้งคำถามหลายคำถาม ทั้งที่เป็นคนไทย และชาติอื่นๆ ที่ได้เข้ามากราบไหว้ เป็นคำถามที่อาจจะค้างคาใจมานานแล้ว แต่เมื่อมาพูดถึงพระพุทธรูปโดยตรง กลับไปกระตุกให้นึกถึงความสงสัยที่ค้างคาใจ ตลอดมา จึงถือเอาเหตุผลเช่นนี้เป็นที่ตั้ง

ความเป็นมาของพระพุทธรูป
    พระพุทธรูป หรือพระพุทธปฎิมา เป็นรูปเคารพที่สร้างขึ้นมาเพื่อ ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา ลักษณะพระพุทธรูปอนุโลมตาม มหาปุริสลักษณะในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และคัมภีร์อื่นที่กล่าวไว้เป็น ตำรา เพื่อระลึกนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า หรือพระคุณทั้งสาม คือ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ แทนองค์จริง ของพระพุทธเจ้า แต่รูปลักษณะของพระพุทธรูปจะมีปริศนาธรรมหลาย อย่างที่บ่งบอกให้เห็นถึงแก่นแท้แห่งสัจธรรมความจริงไว้อย่างน่าทึ่ง การสร้างพระพุทธรูปได้อาศัยเป็นรูปเคารพสำหรับชาวพุทธ จริงๆ เริ่มเมื่อหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ปรินิพพาน ได้ประมาณ ๖๐๐ ปี เป็นความคิดริเริ่มจากชาวพุทธกรีก ที่รับเอาวัฒนธรรมดั่งเดิมที่มีอุปนิสัย ชอบสร้างรูปเคารพ เมื่อรับเอาพุทธศาสนาก็มาคิดว่าพุทธศาสนา ต้องมีรูปเคารพด้วย จากหลักฐานที่ค้นพบในประเทศอินเดีย ปรากฏว่า พระพุทธรูปที่ค้นพบรุ่นแรกของโลกมีลักษณะคล้ายฝรั่งห่มจีวรเป็น ปริมณทลเรียบร้อย หลังจากนั้นชาวพุทธอินเดียก็รับช่วงมา และได้ สร้างพระพุทธรูปเป็นที่เคารพจนถึงปัจจุบันนี้ แต่เมื่อพระพุทธศาสนา ได้ขยายไปในหลายประเทศทางเอเซีย พระพุทธรูปก็จะมีลักษณะ ที่แตกต่างออกไป

พระพุทธเจ้าที่แท้จริง

    มีชาวพุทธจำนวนมากที่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของ พระพุทธรูป ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง บางท่านอาจจะมีความลุ่มหลง งมงาย ยึดมั่นถือมั่น หลงใหล นับถือกราบไหว้ในลักษณะบวงสรวงถือเป็น วัตถุที่ศักสิทธิ์ไป โดยที่หลงลืมเนื้อแท้ทางธรรมะที่เป็นส่วนความจริง ที่พระองค์ได้ตรัสตำหนิพระวักกลิ ที่มีความหลงไหลเลื่อมใสในรูปโฉม ของพระพุทธเจ้า ต้องการชมพระโฉมของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา พระพุทธองค์จึงตรัสว่า"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าที่แท้จริงก็คือธรรมะนั้นเอง "ถึงแม้เธอจะจับจีวรของเรา เดินตามไปทุกหนทุกแห่ง เธอก็ไม่ได้ชื่อว่าได้เห็นเรา ต่อเมื่อไรเธอได้เห็น ธรรมะที่แท้จริง เมื่อนั้นแหละเธอจึงจะได้เห็นพระตถาคตที่แท้จริง"

ลักษณะพระพุทธรูป
    พระเกศแหลม หมายความว่า พระพุทธเจ้ามีปัญญาเฉียบแหลม สามารถตรัสรู้ รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น และครอบงำมวล มนุษยชาติให้ตกอยู่ภายใต้วังวน แห่งปัญหาทั้งหลาย พระองค์ตรัสรู้ รู้แจ้งทุกข์ คือความเจ็บปวด ความทรมานที่เราไม่ต้องการ เล็งถึง ความเจ็บปวดที่มาจากความยึดมั่น ทำให้เจ็บใจ แม้เจ็บกายถ้าไม่ยึดมั่น ก็เป็นเพียงธรรมชาติคือเวทนาตามธรรมชาติ ยังไม่ได้หมายถึงความ ทุกข์ในอริยสัจจ์ เปรียบเหมือนลูกศรสองดอก ดอกหนึ่งคือ เจ็บปวดโดยอุบัติเหตุ แต่พอรับเอาความเจ็บปวดมาเป็นของกูมันจึงเป็น ลูกศรดอกที่สอง คือความทุกข์ที่ใจ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ให้เห็น ตามความเป็นจริง ความทุกข์เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเผลอสติ ขาดปัญญา สมุทัย เรื่องมูลเหตุของความทุกข์ ซึ่งได้แก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง รวมเรียกว่า ความอยาก เป็นสิ่งที่ควรละ นิโรธ แปลว่า ดับไม่เหลือเป็นอกุปปธรรม คือไม่กลับกำเริบได้อีก คือดับที่เหตุของความอยากเสียได้แล้ว ความทุกข์มันก็ดับไปตาม เพราะความทุกข์ย่อมมาจากความอยาก มรรค คือทางในการตัดกิเลส หรือเกิดขึ้นเมื่อทำการตัดกิเลส พอโลภะ โทสะ หรือโมหะ เกิดขึ้น เราก็มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา กวาดออกไปนั้นแหละตัวมรรค เป็นความเฉลียวฉลาดอย่างหาประมาณ มิได้ของพระองค์ ที่ได้ตรัสรู้แนวทางที่จะปฏิบัติให้หลุดนอกวงจร ของสังสารวัฏได้ พระเนตรมองต่ำ ความหมายก็คือการที่พระองค์มองพระองค์เอง ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเอง ปรับปรุงตัวเอง แก้ไขตัวเอง มองด้าน ในตัวเอง จะสังเกตเห็นได้ว่าไม่เคยมีประพุทธรูปที่ไหนที่มีลักษณะ สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างน่ากลัว จะมีก็แต่ลืมพระเนตรครึ่งหนึ่ง หรือหลับพระเนตรอย่างสนิท การมองตัวเองจะรู้ตัวเอง มองผู้อื่นจะ ไม่สามารถรู้ได้เลย พระเกศา ม้วนกลมเป็นการบอกให้เห็นถึงปัญหาทั้งหมดที่ พระองค์ได้ขมวดเอาไว้หมดไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นมาอีกเลย พระกรรณ (หู)โดยทั่วไปแล้วพุทธบริษัทจะเข้าใจว่า หูยาวเป็น ลักษณะที่บ่งบอกถึงความมีอายุยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้เลย ความหมายที่แท้จริงก็คือความหนักแน่น ไม่อ่อนไหวไปตามจนกว่าจะ พิจารณาให้เห็นจริง จะสังเกตเห็นได้ว่าหลายครั้งที่มีคนมากล่าวตำหนิ ด่าอย่างหยาบคายแต่พระองค์ไม่หวั่นไหว จนบางครั้งพระอานนท์ทน อยู่ไม่ได้ จึงกราบทูล พระพุทธเจ้าให้เสด็จไปที่อื่น พระองค์ยังตรัสว่า "ถ้าไปที่อื่น มีคนด่าอีกจะทำอย่างไรละอานนท์? พระอานนท์กราบทูลว่า ก็เสด็จต่อไปเมืองอื่นอีก ที่เขาไม่ด่าพระเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นมันก็หนีไปเรื่อยๆ อานนท์ เรื่อง เกิดที่ใดต้องให้สงบที่นั่น เสียงด่าที่นี้ ไม่เกิน ๗ วัน ก็สงบเองแหละอานนท์" เมื่อชนเหล่านั้นเข้าใจตามความเป็นจริงแล้วก็เลยเลิกด่า พระภิกษุทั้งหลาย ก็มากราบทูลให้พระพุทธเจ้าทราบอีก พระองค์ตรัสว่า "ชนทั้งหลาย ผู้ไม่สำรวม ย่อมทิ่มแทงชนเหล่าอื่นด้วยวาจา เหมือนเหล่าทหารที่เป็นข้าศึก ทิ่มแทงช้างศึกที่ออกสู่สงครามด้วยลูกศร ฉะนั้น ภิกษุผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ฟังคำอันหยาบคายที่คนทั้งหลายเปล่งขึ้นแล้ว พึงอดทนอดกลั้น" ได้ยินได้ฟังอะไรก็ต้องนึกถึงใบหูเอาไว้เรื่อยๆ อย่าเป็นคนหูเบา ปัญญาเบา จะเกิดความเขลาตลอดไป พระหัตถ์ปล่อยวาง มีกลุ่มฝรั่งที่มานั่งสมาธิวันพุธบอกว่า ไม่ต้องสอนอะไรก็ได้ ให้มองที่พระพุทธรูปแล้วจะได้เอง พระพุทธรูปปาง สมาธิพระหัตถ์ทั้งสองจะวางบนหน้าตัก เป็นลักษณะที่บ่งบอก ให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่น ถือมั่น คือปล่อยวาง เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดพระองค์ตรัสว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นิ้วพระหัตถ์ หรือ พระบาทเสมอกัน โดยภาษาธรรมหมายถึงความ รักความเมตตาที่พระองค์ได้มอบให้กับทุกๆ คนนั้นเสมอกันอย่างเช่น พระองค์ให้ความรักกับราหุล ซึ่งเป็นเลือดเนื้อของพระองค์ กับความรัก ที่ให้กับพระเทวทัตซึ่งเป็นผู้ที่คอยทำลายพระองค์หลายครั้ง
    ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ท่านอื่นๆ อาจจะมีความเห็น ไปอีกแนวหนึ่ง ก็ถือว่าให้ผู้อ่านทุกท่านพิจารณาเอง

*วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
e-mail : tawatchai955@hotmail.com

กลับสู่หน้าหลัก