พรที่สำฤทธิ์ ผู้ดำเนินชีวิตที่ดี
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)

    พร คือ อะไร ทำอย่างไรจะได้พร
    วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องพรปีใหม่ ถ้าพูดตามภาษาพระแท้ๆ พรเป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างขึ้นเอง
    มีพุทธพจน์ตรัสไว้เลยทีเดียวว่า อายุ วรรณะ สุขะ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ด้วยอาศัย การอ้อนวอน หรือความปรารถนาเท่านั้นก็หาไม่ ท่านทั้งหลาย ที่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้จะต้องปฏิบัติสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยที่ให้เกิด สิ่งเหล่านี้ขึ้นเอง
ที่ว่ามาข้างต้นนั้นก็คือ การที่เรากำลังจะทำเหตุปัจจัยให้พรเหล่านี้ เกิดขึ้น
    พรคืออะไร การพูดกันบ่อยๆว่าจตุรพิธพรชัย คือพรสี่ประการ ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
อายุคืออะไร คำว่าอายุก็ยุ่งอีกแล้ว ถ้าจะพูดกันเรื่องถ้วยคำ ก็จะเสียเวลามาก คำว่า พร ก็เป็นปัญหา คำว่าอายุก็เป็นปัญหา ต่อไปจะขออธิบายความหมายของคำว่า พร สักหน่อย
    คำว่า พร นั้น ที่จริงในภาษาพระ แปลว่า ผลประโยชน์หรือ สิทธิพิเศษที่ให้ตามคำขอ
    ขอยกตัวอย่างเช่นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจสูงสุด ชี้ตายชี้เป็นได้ ปุโรหิตคนหนึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดพระราชา และตัวปุโรหิตเองก็แก่จะตายอยู่แล้ว จึงคิดว่าต่อไปเมื่อตนเองสิ้นชีวิตไปแล้ว ถ้าลูกพูดอะไรผิดพลาดไป พระราชาอาจจะสั่งตัดศีรษะ
เมื่อคิดอย่างนี้แล้วท่านปุโรหิตก็เลยขอพรจากพระราชาว่า "ลูกของข้าพระองค์นี้เป็นผู้ที่มีวาจาไม่ดี ฉะนั้น ถ้าหากว่าเขาพูด อะไรผิดพลาดไป ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษให้ไม่เอาโทษ"
    การขอสิทธพิเศษอย่างนี้เรียกว่าขอพร และเมื่อพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้ โดยตรัสว่า "ตกลง เรายอมให้" อย่างนี้เรียกว่า ให้พร
เป็นอันว่า พรก็หมายถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษ ที่ให้ตามที่ขอ เขาขอแล้วให้ก็เรียกว่า ให้พรอย่างเช่น พระนางผุสดีขอพร 10 ประการจากพระอินทร์ก็หมายความว่าตัวเองต้องการอะไรก็ขอไป แล้วเขาให้ก็เรียกว่า ให้พร นี้เป็นความหมายเดิมแท้ของมัน
คราวนี้มีอีกความหมายหนึ่ง คือ พร แปลว่า ประเสริฐ อะไรก็ตามที่ เป็นของประเสริฐ เช่น พระรัตนตรัยก็เป็น วร คือเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ปัญญาก็เป็น วร คือเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นพรทั้งนั้น พรก็คือสิ่งที่ประเสริฐ พระรัตนตรัยก็เป็นพร ปัญญาก็เป็นพร สติก็เป็นพร สมาธิก็เป็นพร คือเป็นสิ่งที่ประเสริฐดีงาม
    ที่ว่ามานี้เป็นความหมายเดิมของท่าน แต่ในเมืองไทย คำว่า พร เราใช้ในความหมายว่าอย่างไร คนไทยใช้คำว่าพรในความหมายว่า สิ่งที่เราปรารถนา สิ่งที่ดีงามที่อยากจะได้ ฉะนั้นมันก็เพี้ยนไปแล้ว
    ในที่นี้เราจะมาประยุกต์ความหมายเสียใหม่ว่า พร คือสิ่งที่เรา ปรารถนา พร้อมทั้งเป็นสิ่งที่ดีงาม ประเสริฐด้วย กล่าวคือ เป็นสิ่งที่มีคุณ ค่าล้ำเลิศ สิ่งที่มีคุณค่าล้ำเลิศ ที่เราปรารถนานั้นก็มีหลายอย่าง แต่ในที่นี้เรา จะมองตามถ้อยคำที่คุ้นๆ กันอยู่แล้ว เช่น อายุ วรรณะ สุขะ พละเป็นต้น
    ถ้าอธิษฐานเป็น จะเอาพร 4 หรือพร 5 ก็ได้
    ทีนี้ก็จะอธิบายความหมายของคำว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ
    อายุ คืออะไร อายุในภาษาไทยคือความหมายที่ค่อนไปในทางลบ มากกว่าในทางบวก กล่าวคือในภาษาไทยนั้น ถ้าพูดว่าคนมีอายุมาก ก็มีความหมายไม่ดี คือแก่จะแย่แล้ว แต่ถ้าอายุน้อยกลับดี แสดงว่ายังเด็ก ยังหนุ่มยังสาว ส่วนในภาษาพระนั้น อายุมากยิ่งดี อายุน้อยไม่ดี อายุน้อย ก็คือพลังจวนหมดจะแย่แล้ว ในภาษาพระนั้น อายุคืออะไร อายุคือพลัง ที่หล่อเลี้ยงชีวิต ฉะนั้นท่านจึงให้พรอย่างหนึ่งว่าอายุ ถ้าอายุเป็นของไม่ดีแล้ว พระจะมาให้พรว่า ให้คุณมีอายุมาก อย่างนี้ ก็แย่ เราก็คงต้องบ่นว่า ทำไมพระจะให้เราแก่เสียละ แต่ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น ที่บอกว่าให้มีอายุนั้น หมายถึงให้เรามีพลังหล่อเลี้ยงชีวิตมากๆ ใครมีหลัง หล่อเลี้ยงชีวิตมาก คนนั้นก็จะมีชีวิตมั่นคงแข้มแข็งอยู่ได้ยืนยาว
    วรรณะ ก็คือ ผิวพรรณที่ผ่องใส มีสง่าราศี
    สุขะ ก็คือความสุข ความคล่อง ความปราศจากสิ่งบีบคั้นติดขัด คับข้อง
    พละ ก็คือกำลัง เรี่ยวแรง
    นอกจาก 4 ข้อนี้แล้วท่านยังมีอีกอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้ยิน จึงรวมเป็นพร 5 ประการ คือมี โภคะ เติมเข้าอีกตัวหนึ่ง พร 4 ประการ เราก็ได้ยินบ่อยคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เรียกว่า จตุรพิธพร แต่พร 5 ท่านมีเพิ่มอีกอย่างหนึ่งเป็น อายุ วรรณะ สุขะ พละ เติม โภคะ คือทรัพย์สมบัติเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น 5 อย่าง ถ้าเรียกเป็นคำพระก็เป็น เบญจพิธพร
    ที่นี้ท่านบอกว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่จะได้มาด้วยการอ้อนวอนปรารถนา การที่เราให้พรกันนี้ ก็คือเรามาแสดงความปรารถนาดีต่อกัน เรามาตั้งจิตปรารถนาประโยชน์สุขแก่กัน และด้วยพลังจิตที่ปรารถนาดีนี้ ก็จะเกิดธรรมความดีงามขึ้นมาในใจของผู้ให้ ซึ่งมีผลต่อจิตใจของเขา
ในเวลาเดียวกันทางฝ่ายผู้รับก็พลอยมีจิตใจบันเทิงเอิบอิ่มซื่นบาน คือ ซาบซึ่งในน้ำใจเมตตา หรือไมตรีของผู้ให้นั้นเอง อันนี้แหละก็เกิด เป็นความสุข และความมีไม่ตรีจิตตอบแทนขึ้นในใจของเขา ก็เลยกลาย เป็นมีคุณธรรม เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
    ทีนี้ ถ้าหากว่ามีความเชื่อมั่นจริงๆ และเกิดกำลังใจแรงกล้า ก็จะมีความ เป็นไปที่เกิดขึ้นโดยกลไกทางจิต ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจจิต หรือพลังของจิต นั้นเอง ไม่ใช่ว่าใครมาดลบันดาลให้หรอก ถ้าเราทำถูกต้อง เราปฏิบัติถูก ต้องแล้ว ผลดีก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
    แต่สำหรับผู้คนที่ไม่ศึกษาเล่าเรียน ก็นึกว่าเป็นอานาจภานอก บันดาล ส่วนคนที่ได้ศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าที่จริงเป็นกล ไกของจิตนั่นเอง ถ้าเราเชื่อมันจริงๆ แล้วมันก็มีกำลังมีพลังอำนาจมาก ฉะนั้นเรา จึงควรปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านี้
    ถ้าท่านต้องการได้พรเหล่านี้ ก็ต้องทำจิตใจให้ถูกต้อง โดยเฉพาะ จะต้องมีความเชื่อมั่น ทำจิตใจให้สงบผ่องใสพร้อมทั้งมีความมันใจ มีกำลังใจ เข้มแข็งที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งตรงกับที่ทางพระเรียกว่า อธิษฐานจิต
    การอธิษฐานจิตนั้นท่านแปลว่าการตั้งจิตให้แน่วแน่มั่นคง หรือการ ตั้งใจเด็ดเดี่ยวแต่ในภาษาไทย อธิษฐานมีความหมายเพี้ยนไป กลายเป็นว่า อ้อนวอนปรารถนา
    ในภาษาพระอธิษฐาน แปลว่า ตั้งมั่น ทำให้เด็ดเดี่ยว คือตั้งจิตเด็ด เดี่ยว ใครที่จะทำอะไรอย่างเอาจริงเอาจังมุ่งมั่นที่จะให้สำเร็จ มักจะต้อง อธิษฐานจิต คือตั้งใจเด็ดเดี่ยวแต่เริ่มต้น ว่าเราต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้จงได้ ให้ถึงจุดหมายอย่างแน่นอน
    การอธิษฐานจิต ต่อการ Start เครื่อง ซึ่งทำให้มีพลังที่จะทำต่อ ไปอย่างจริงจัง เมื่อเริ่มต้นดีก็อย่างที่พูดก้นว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว อะไรทำนองนี้ การเริ่มต้นที่ดีก็คือ การตั้งใจให้แน่วแน่มั่นคงเข้มแข็ง
    ตกลงว่า เราต้องการพรอย่างนี้ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ หรือจะเติมโภคะ เข้ามาอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ในการให้พรกันนั้น องค์ประกอบที่สำคัญ ก็คือ
    1. เรามีจิตปรารถนาดีต่อกัน
    2.ผู้ให้ตั้งจิตที่ประกอบด้วยเมตตาหรือไมตรี ตั้งจิต ปรารถนาดีด้วยใจจริง ส่วนทางฝ่ายผู้รับก็ตั้งจิต ให้ซาบซึ่งใน ความปรารถนาดี ของผู้ให้ พร้อมทั้งทำใจให้น้อมรับพรนั้น....."

กราบนมัสการขอบพระคุณ
พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เอื้อเฟื้อบทความ

กลับสู่หน้าหลัก