ประวัติขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่มเทวา)

     ขุนอุปภัมภ์นรากร (พุ่ม) เกิดวันศุกร์ เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ เวลา 11 นาฬิกา ปีเถาะ พ.ศ. 2434 เป็นบุตร นายเงิน นางชุม ช่วยพูลเงิน เกิด ณ บ้านเกาะม่วง หมู่ที่ 2 ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่ออายุได้ 7 ปี บิดาก็ถึงแก่กรรม มารดาก็ย้ายมาอยู่บ้านชายคลอง ตำบลชะมวง อำเภอเดียวกัน เมื่ออายุได้ 11 ปี มารดาได้นำไปฝากให้เข้าเรียนในสำนักท่านพระครูกาเดิม (หนู) ณ วัดวิหารเบิก ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง เพื่อศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย อยู่ที่นั่นไม่นาน พระครูกาเดิม (หนู) ไปกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าต้องกลับมาอยู่บ้านเดิม
     ต่อมาได้มีผู้มาชักนำให้ข้าพเจ้าลงไปทางขับร้อง ฟ้อนรำ ได้อุตส่าห์ฝึกฝนพากเพียรเรียนวิชาการรำโนรา กับนายชุม ที่ตำบลป่าพะยอมอยู่ประมาณ 2 ปี ยังหาความชำนาญไม่ได้ก็ไปเล่าเรียนเพิ่มเติมกับนายลูกโก ซึ่งเป็นโนราอยู่บ้านไม้เสียบ ตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียนวิชานี้อยู่ประมาณ 8 ปี ก็สำเร็จวิชาทางรำโนรา บริบูรณ์ดี ข้าพเจ้าก็กลับมาอยู่บ้านตามเดิม
     เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้เข้าถวายตัวเป็นอันเตวาสิกกับท่านพระครูกาชาติ (แก้ว) ณ วัดพิกุลทอง ศึกษาเล่าเรียนทางฝ่ายพระศาสนา และได้อุปสมบทที่วัดพิกุลทอง โดยมีท่านพระครูกาเดิม (หนู) เป็นอุปัชฌาย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้พยายามปฎิบัติธรรมในพระศาสนาตามพระวินัยแห่งพุทธบัญญัติตามกำลังของข้าพเจ้าที่จะปฎิบัติได้ ต่อจากนั้นได้ลาออกจากเพศบรรพชิตมาอยู่อาศัยกับนางพลับผู้เป็นพี่ของข้าพเจ้า (พี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน 2 คนคือ พี่พลับกับข้าพเจ้า) นิสัยของข้าพเจ้าชอบปรึกษาหารือกับสมณะชีพราหมณ์อยู่เสมอ ถึงแม้จะลาสิกขาบทแล้วก็จริง แต่ก็ยังถวายตัวเป็นศิษย์ ของท่านพระครูกาชาติ (แก้ว) อยู่นั่นเอง ท่านยังได้อบรมคุณงามความดีชี้ข้อผิดถูกอยู่เสมอมิขาดได้ พระเดชพระคุณของท่านนับว่ามีอุปการะต่อข้าพเจ้ามากที่สุด ข้าพเจ้าจึงระลึกถึงท่านอยู่ทุกเวลา แม้ว่าท่านจะล่วงลับมรณภาพไปสู่สุคติแล้วก็จริง ข้าพเจ้ายังมีความกตัญญูกตเวทีอยู่ทุกเมื่อ เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้ 28 ปี ได้แต่งงานกับนางแหม้ว และได้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน อาชีพของข้าพเจ้าคือ ทำนา ดำเนินการไปตามชอบธรรม อยู่เป็นสุขตลอดมา
     พ.ศ. 2468 ข้าพเจ้าอายุได้ 35 ปี ในระหว่างนั้นกำนันตำบลชะมวง ว่างลง โดยเหตุที่กำนันพุ่ม นาคะวิโรจน์ ลาออก รองอำมาตย์โทขุนเทพภัคดี นายอำเภอควนขนุน จึงเรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทุกนายเพื่อเลือกกำนัน ที่ประชุมลงความเห็นชอบเลือกข้าพเจ้าเป็นกำนันตำบลชะมวง ข้าพเจ้ารับหน้าที่ราชการ ได้พยายามปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตธรรม
มีพรหมวิหาร 4 เป็นที่ตั้ง เพื่อผดุงไว้ซึ่งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ข้าพเจ้าเคารพเทิดทูนเป็นที่สุด
     พ.ศ. 2474 เมื่อข้าพเจ้ารับราชการมาได้ 6 ปี ก็ได้รับแต่งตั้งจากเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็น " ขุนอุปถัมภ์นรากร "พ.ศ. 2475 ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานเหรียญพระพุทธยอดฟ้า พระปกเกล้าฯ เนื่องในงานเฉลิมฉลองพระนครครบ 150 ปี
     พ.ศ. 2477 ราษฎรในตำบลชะมวงเลือกข้าพเจ้าเป็นผู้แทนตำบลชะมวงไปรับพระราชทานเข็ม เรียกว่า "เข็มผู้แทนตำบล "
      พ.ศ. 2478 รัฐบาลได้มอบเงินรางวัลจำนวน 100 บาท เป็นรางวัลที่ 1 สำหรับกำนันในจังหวัดพัทลุง เพื่อตอบแทนความดีความชอบที่ทำงานตรงหน้าที่ ซื่อสัตย์ สุจริต พร้อมมอบประกาศนียบัตร 1 ฉบับเป็นหลักฐานแห่งความดี
      พ.ศ. 2480 ข้าพเจ้าได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการอำเภอควนขนุนว่า ควรจะตัดถนนจากตำบลชะมวง ไปติดต่อกับตำบลป่าพะยอม ต่อกับถนนสายควนขนุน ทางอำเภอเห็นดีด้วย จึงได้ชักนำให้ข้าพเจ้านำราษฎรมาช่วยกันทำถนนจากตำบลชะมวง ไปตำบลป่าพะยอม มีเจ้าของที่ดินบางคนขัดข้อง ข้าพเจ้าจึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากท่านพระครูกัลยาฯ เจ้าคณะแขวงอำเภอควนขนุน และท่านพระครูศิริรัตโนภาส เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ช่วยพูดคุยกับเจ้าของที่ดิน บางคนก็ได้ตกลง การทำถนนจึงดำเนินไปได้ตามความประสงค์โดยได้พูนดินเป็นตัวถนนบ้าง และได้ตัดทางไปติดต่อกับตำบลป่าพะยอม ได้สำเร็จ
     พ.ศ. 2481 ทางราชการได้จัด ให้นำข้าวพื้นเมืองไปประกวดในงานปีใหม่ ณ จังหวัดพัทลุง ข้าพเจ้าได้นำข้าวในครัวเรือนไปประกวด คือ " ข้าวนางงาม " ในการประกวดนั้นได้รับรางวัลที่ 1 ได้รับรางวัล ไถเกษตร 1 เครื่อง กับเงิน 15 บาท
     พ.ศ. 2485 ข้าพเจ้าได้ลาออกจากตำแหน่งกำนัน รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งนี้ 20 ปี ออกไปประกอบอาชีพทำนา ค้าขายและทำสวน ในระหว่างนี้ได้ซื้อช้างไปขายที่จังหวัดยะลา และไปซื้อช้างที่จังหวัดชุมพรและระนองมาใช้งานลากไม้ ได้ทำงานนี้อยู่ 10 ปี ในปีนี้ข้าพเจ้าได้มอบที่ดิน 1 แปลงยาว 1 เส้น กว้าง 10 วา ให้แก่วัดพิกุลทองเพื่อเป็นสมบัติของสงฆ์
     พ.ศ.2498 ได้รับการคัดเลือกจากอำเภอให้เป็นคนขยันของชาติ ในตำบลชะมวง ได้รับรางวัลแหวน 1 วง เป็นตัวเงินเรือนทอง จารึกอักษรไว้ที่หัวแหวนว่า "เป็นคนขยันของชาติ" และได้รับบัตรประจำตัวลดค่าโดยสารรถไฟครึ่งราคา
     พ.ศ.2499 ข้าพเจ้าได้ไปถวายตัวกับท่านเจ้าคุณพุทธิธรรมธาดา เข้าวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดสุวรรณวิชัย รู้สึกว่าได้รับผลอย่างดี เป็นที่ปลื้มใจอย่างยิ่ง
     พ.ศ.2500 ท่านพระครูสิริรัตโนภาส ได้จัดทำสะพานข้ามคลองเข้าวัด ได้นำเงินส่วนตัวถวาย 1,000 บาท เพราะถือว่าเป็นบุญจริงๆ พร้อมกับช่วยขอจากผู้มีจิตศรัทธา 4,000 บาท ลูกศิษย์เก่ามารำโนรา 2 ครั้งได้เงิน 10,000 บาทเศษ ได้นำถวายท่านพระครูศิริรัตโนภาส เจ้าอาวาสวัดพิกุลทองเพื่อสมทบทุนทำสะพานและพระอุโบสถ ในโอกาสนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร บริจาคเพื่อสร้างประตูเหล็กพระอุโบสถเป็นเงิน 10,000 บาท

จากหนังสือ " อนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนอุปถัมภ์นรากร "

กลับสู่หน้าหลัก