หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา
โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

พระพุทธศาสนาสอนให้คนเชื่อโดยใช้เหตุผล ใช้ปัญญา เราศึกษา ธรรมะหมวดใดก็ตาม ถ้ามีศรัทธาขึ้นต้น ต้องมีปัญญาประกบท้าย ศรัทธา-ศีล-สมาธิ-ปัญญา ต้องอยู่ด้วยกัน เพราะมีศรัทธาขาดปัญญา จึงงมงาย เชื่อ ง่ายใครเขาก็จะจูงจมูกไปได้ตามปรารถนา เสียผู้เสียคน ถูกหลอก ถูกต้มยุบ ยับไปหมด ใครเขาพูดอะไรก็เชื่อทั้งนั้นพอถามว่า "ใครว่า?" ก็ตอบว่า "เขาว่า" พอถามว่า "เขาไหน?" เขาหลวง" "หลวงไหน"-หลวงพรหม" "พรหมไหน?-พรหมศร" "ศรไหน?-ศรยิง" "ยิงไหน?-ยิงนก" "นกไหน?-นกเขา" "เขาไหน-เขาหลวง" นั่นมันก็ไม่ได้เรื่องแล้ว
เขาบอกว่า "มีวัว ๕ เขา" เชื่อ เขาบอกว่า "มีต้นกล้วยที่ออกปลีมา กลางต้น" ก็เชื่อ แล้วไม่ใช่เชื่อเฉยๆ ไปไหว้ด้วย ไปขอหวยขอเบอร์ เอาทองไปปิด ถ้าต้นไม้มันพูดได้ มันคงพูดว่า "พวกแกมาไหว้ข้าทำไมกัน ข้ามันเป็นต้นกล้วย ข้าไม่เก่งเท่ามนุษย์ทั้งหลาย แต่มนุษย์มันโง่จริง มาไหว้ ข้าได้" กล้วยมันก็ด่าให้เท่านั่นเอง แต่ว่ามันด่าไม่ได้ เราก็เลยไปไหว้มัน เที่ยวไหว้นั้น ไหว้นี่ ตามความเชื่อที่ไม่เป็นสาระ ไม่มีเหตุผล พระพุทธเจ้า ไม่สรรเสริญความเชื่อแบบนั้น
บัณฑิตไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตร นี่เป็น "มือขวา" ของพระพุทธเจ้าในการเผยแผ่ธรรมะ พระโมคคัลลานะ เป็น "มือซ้าย" พอพระพุทธเจ้าเทศน์จบลง ก็ทรงตรัสถามว่า "สารีบุตร... เธอเชื่อไหม ที่ตถาคตกล่าว" "ยังไม่เชื่อพระเจ้าข้า" พระสารีบุตรตอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า "ชอบแล้ว เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาต้องไม่เชื่ออะ ไรง่ายๆ" เพียงรับรู้ไว้ก่อนแล้วเอาไปพิจารณาค้นคว้าให้เห็นเหตุเห็น ผลด้วยตนเอง จึงจะเชื่อ ได้ยินได้ฟังอะไรต้องพิจารณา โดยรอบคอบ จน ประจักษ์ชัดแก่ใจแล้วจึงปลงใจเชื่อลงไป นี่คือ หลักความเชื่อในพระพุทธ ศาสนา
ฤกษ์หิว-ฤกษ์ตาย
"มงคลตื่นข่าว" ได้แก่ ความเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะทำให้เราดีขึ้น ถ้านั่งทิศนั้นจะได้ดีขึ้น นอนหันหัวไปทางทิศนั้นจะดี ทิศนี้ไม่ดี เวลาจะไปไหนต้องดูฤกษ์บนฤกษ์ล่างเสียก่อนถึงจะไป บางคนถึงขนาด จะลงจากเรือนต้องลองหายใจดูก่อน ลมหายใจคล่องรูไหน คล่องรูขวา ก็ก้าวเท้าขวาก่อน ถ้าคล่องรูซ้าย ก็ก้าวเท้าซ้ายก่อน ทีนี้ถ้าคล่องทั้งสองรู ก็เลยต้องกระโดดลงมา มันก็ยุ่งยาก มันไม่เข้าเรื่องนี่เรียกว่า "มงคลตื่นข่าว" วันนี้ดีวันนั้นไม่ดี พอพระจะสึกมีอยู่เรื่อย พวกเราไม่เป็น อย่างนั้นหรอก เพราะหลวงพ่อล้างสมองเรียบร้อยแล้ว
โน้น ที่เดือดร้อนนั่น โยมแม่นั่นเที่ยวไปหาพระ ไปดูหมอ หาฤกษ์ สึกดูมาแล้วมันก็แผลงๆ หลวงพ่อชอบสึกพระตอนเช้าๆ มีเวลา ไม่มีใคร มารบกวน บางคนไปดูหมอมาให้สึกเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบห้านาที หลวงพ่อบอกว่า "เอ้อ นี่มันฤกษ์หิวนี่โยม" เพราะว่าเวลานั้นมันยังฉันข้าว ไม่เสร็จ จะสึกกันได้อย่างไร
บางคนหนักถึงขนาดเวลาจะสึกต้องรดน้ำมนต์ ยังกับว่าการมา บวชมันซวยเต็มที ต้องเอาน้ำมนต์มาล้างก่อนจึงจะออกไป มันไม่เข้าท่า เสียแล้ว เวลาจะออกจากวัดต้องหันหน้าไปทางทิตย์นั้นทิศนี้ วัดนี้หน้าวัด มันอยู่ทางทิศตะวันตก ทีนี้บางทีไปดูหมอมา หมอบอกว่าต้องหันหน้าไป ทางทิศตะวันออก ถ้าออกอย่างนั้นมันก็จะถูกรถชนตาย เพราะต้องเดิน ถอยหลังออกไป รถสิบล้อ รถมอเตอร์ไซค์ มันจะได้ชนเอา... "อ้าว เพิ่งสึก ออกมา...ตายเสียแล้ว" เพราะฤกษ์นี้มัน ฤกษ์ตาย บางที่ไปถึงบ้านแล้ว ต้อง รอฤกษ์เข้าบ้านอีก บ้านก็ของเรา ไปเดินจงกรมอยู่ได้ ใครเห็นเขาจะว่า "เอ้อ ไม่ทิดนี้มันทำอะไร" อย่างนี้ไม่เข้าเรื่อง
ประโยชน์ เป็นฤกษ์ของประโยชน์
พวก "มงคลตื่นข่าว" มันเยอะ พอตื่นเช้าได้ยินเสียงจิ้งจกทัก... นับแล้ว... เท่านั้นเป็นมงคล...ท่านี้ไม่เป็นมงคล นั่งนับเสียงจิ้งจก ตุ๊กแกร้อง... ก็นั่งนับอีก...ร้องกี่ที ไม่ได้เรื่อง ยุ่งใหญ่ พระพุทเจ้าท่านว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนตฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา" ปรโยชน์ย่อมล่วงเลยคนปัญญาอ่อนที่ไปนั่งดูดาว ดูเดือนอยู่ "อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา" ประโยชน์มันเป็นฤกษ์อยู่ในตัวแล้ว ดวงดาว ในท้องฟ้าจะช่วยอะไรได้

ข้อมูล : พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
e-mail : tawatchai955@hotmail.com

กลับสู่หน้าหลัก