เข้าพรรษาด้วยสัมมาทิฏฐิ
โดย "สุจินทนินท"

    การเข้าพรรษา คือการที่พระภิกษุมีความตั้งใจว่าจะอยู่จำพรรษาในที่ใด ที่หนึ่งตลอดระยะเวลา ๓ เดือนโดยไม่ไปค้างคืนที่อื่นในระหว่างฤดูฝน ซึ่งการเข้าพรรษานี้เป็นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยสำหรับพระภิกษุโดยตรง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษา" แต่ก็ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ให้เดินทางไปได้ในระหว่างพรรษา เรียกว่า "สัตตาหกรณียะ" (การอนุญาตให้ไปค้างคืนที่อื่นได้ แต่ต้องกลับภาย ใน ๗ วัน ในกรณีดังต่อไปนี้
    ๑. เมื่อทายก ทายิกา ปรารถนาจะบำเพ็ญกุศลแล้วมานิมนต์ ก็ให้ไปได้ เพื่อการรักษาศรัทธา
    ๒. ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับ อธิกรณ์นั้นได้ เช่น ภิกษุสงฆ์หรือ ภิกษุณีสงฆ์แตกแยกกัน หรือมีผู้พยายามจะให้แตกแยกกัน อนุญาตให้ไปเพื่อระงับการแตกแยกนั้นได้
    ๓. ถ้าโยมบิดามารดา หรือญาติพี่น้อง และพระอุปัฌชาย์เป็นไข้ เมื่อ ทราบ ก็ไห้ไปเพื่อพยาบาลรักษาไข้ได้ หรือเยี่ยม
    ๔. พระวิหารเสนาสนะสงฆ์ในที่อื่น เกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์นั้นได้
   ๕. ถ้าในอาวาสที่จำพรรษาอยู่ ถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น เสนา สนะเกิดไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม หรือชาวบ้านในบริเวณที่จำพรรษา ถูกโจรปล้น ทำร้าย อพยพหนีไป พระสงฆ์ขาดการอุปถัมภ์ ก็ให้ไปจากที่นั้นได้ (ดังเช่นกรณีของ 4 จังหวัดภาคใต้)
    ๖. เพื่อนสหธรรมิก พรหมจรรย์ กระสันจะสึก ลาไปเพื่อระงับความ กระสัน นั้นได้
    ในกรณีที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า การเข้าพรรษานั้น แม้จะมีพระวินัย บัญญัติเฉพาะกี่ยวกับพระสงฆ์ แต่ทรงอนุโลมตามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคมและพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อการอนุเคราะห์สงเคราะห์ประชาชน ที่มีความศรัทธา หรือบางพื้นที่ๆ พระสงฆ์จำพรรษา เกิดปัญหาทั้งจากสังคมและธรรมชาติ ข้อบังคับก็สามารถอนุโลมได้ เพราะการเลี้ยงชีวิตของพระสงฆ์นั้นเนื่องด้วยชาวบ้าน ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ บำรุง
    จึงสรุปได้ว่า การจำพรรษานั้นแม้จะเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ซึ่งบัญญัติโดยตรงต่อพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่ก็สามารถยืดหยุ่นได้ตามปริบท ของสังคม(ประชาชน)และธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายประสงค์ก็เพื่อให้เกิดความเกื้อกูลต่อกัน ทั้งพระภิกษุกับชาวบ้าน หรือพระภิกษุกับธรรมชาติ มิได้มีข้อบังคับตายตัว ว่าต้องอยู่ในที่ได้ที่หนึ่งตลอดระยะเวลา ๓ เดือน แล้วไปไหนไม่ได้ ดั้งนั้น ถ้าเราจะมองไปถึงตัวหลักธรรมแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า คำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระพุทธองค์ทรงมุ่งเน้นให้พุทธบริษัททำอะไร ต้องใช้เหตุผลพิจารณาใคร่ครวญอย่างถูกต้อง หรือเรียกว่าใช้สัมมาทิฏฐิเข้ามา จัดการกับสิ่งรอบตัวที่เรากำลังประสบอยู่ คือ ต้องนำหลักคำสอนนั้นๆ มาประ ยุกต์ในการแก้ปัญหา โดย มีตัวสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวหลักยึดในการพิจารณาเสมอ เรียกว่าทำอะไรก็ตาม ชาวพุทธต้องมีสัมมาทิฏฐิคู่กับใจอยู่เสมอ ชีวิตจึงจะเป็นไปในทางที่มีความสุข และพัฒนาเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
    ในพรรษานี้จึงขอนำข้อคิด มาให้ท่านทั้งหลาย ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือ ระลึกในการครองชีวิต ที่ต้อง มีสัมมาทิฏฐิประคับประคองจิต ๓ ประการ
    ๑. มีสัมมาทิฏฐิในการ มีน้ำใจในการให้
    ๒. มีสัมมาทิฏฐิในการ ตั้งใจครองเรือน
    ๓. มีสัมมาทิฏฐิในการ มีสติเป็นเพื่อนทุกลมลมหายใจ
    ประการที่ ๑. มีน้ำใจในการให้ นั้นหมายถึง ขอให้เราตั้งใจว่า ในพรรษานี้ ว่าเราจะฝึกการมีน้ำใจต่อคนอื่นที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้และคิดเสมอว่า เรามีความสุขกับการที่คนอื่นมีน้ำใจต่อเราอย่างไร คนอื่นก็มีความสุขจากการที่เราหยิบยื่นความมีน้ำใจต่อเขาเหมือนกัน เราต้องการ น้ำใจสังคมต้องการน้ำใจ โลกต้องการน้ำใจ ถ้าเราต่างมีน้ำใจต่อกันความสุข ก็เกิดขึ้น ดังคำพูดที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า "น้ำใจคือเอื้อเฟื้อ และช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน มั่นทำทุกๆ วัน ความดีนั้นน่าเชยชม" ตัวเราที่มีทุกข์ มีปัญหา เพราะเราขาดน้ำใจ แม้แต่กระทั้งการที่เป็นคนใจแคบ ไม่เปิดรับความคิดเห็นที่ดีที่ถูกต้อง ยึดความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ ของฉันถูกหมด ดีหมด คนอื่นผิดหมด ท้ายที่สุดเราก็เก็บเอาความทุกข์นั้นมาทำร้ายตัวของเราเอง เพราะว่าเรามองคนอื่นแต่ด้านไม่ดีอยู่ตลอดเวลาเพราะเรา เอาความคิดที่โง่ของเราไปตัดสินคนอื่นว่าผิด วิธีแก้นิสัยตรงนี้ได้ดีมากๆ ทำจิต ของเราให้เปิดกว้าง มองคนอื่นแต่ด้านดี ดังคำที่หลวงพ่อพุทธทาส กล่าวไว้ว่า "เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย จะหาคนมีดีแต่ส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย เหมือนกับหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง"
    ประการที่ ๒ ตั้งใจครองเรือน นั้นหมายถึงว่า เราจะนำหลักฆราวาสธรรม ๔ อย่าง มาประยุกต์ใช้ในชีวิต เพื่อให้การครองเรือนสมบูรณ์ที่สุด คือ
    ๑. ต้องมีสัจจะ ต่อตนเองในทางที่ถูกต้อง จะทำอะไรต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จสมประสงค์ ตามความรู้ความสามารถของเราเท่าที่จะทำได้ ให้ดีที่สุด
    ๒. ต้องมีทมะ รู้จักข่มจิตใจเมื่อเจอปัญหา ต้องข่มใจไว้ให้ได้มากที่สุด
    ๓. ต้องมีขันติ รู้จักอดทนต่อความทุกข์ที่มากระทบทั้งทางกาย และใจ
    ๔. ต้องมีจาคะ บางครั้งต้องสละความไม่ดีออกไปจากจิตใจของเรา อะไรที่ไม่ดี อย่าเก็บไว้ อย่าทำตัวเหมือนกระโถนที่เก็บแต่สิ่งเหม็นเน่าไม่ดีเลย
    ประการที่ ๓ มีสติเป็นเพื่อนทุกลมหายใจ ลมหายใจเพื่อนชีวิต อย่าลืมลมหายใจ เวลาโกรธ เวลาหงุดหงิด เหงา หรือฟุ้งซ่านรำคาญใจไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วมันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ลองมีสติ หายใจเข้ายาว-ออกยาว ดูบ้างสิ...

ขอกราบนมัสการขอบคุณ
พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
เอื้อเฟื้อข้อมูล

กลับสู่หน้าหลัก