ความเป็นมาของ พคท. ในจังหวัดพัทลุง
ชัยยันต์ ศุภกิจ*

   เพื่อความเหมาะสมผู้เขียนขอสงวนนามสกุลผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นมาแล้วหลายสิบปี ซึ่งบุคคลนามสกุลเดียวกันในปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด อาจได้รับผลกระทบ

ความเป็นมาของ พคท.ในจังหวัดพัทลุง
    จากการซักถามผู้ออกมอบตัวและแหล่งข่าว ตลอดจนการดำเนินการกรรมวิธีด้านการข่าว (ขว.) ทำให้ทราบว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์เริ่มเผยแพร่เข้ามาในจังหวัดพัทลุงเมื่อประมาณ พ.ศ.2501 บุคคลที่ทาง พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ส่งเข้ามาดำเนินการเป็นครั้งแรก คือ นายพร้อย หรือชื่น (ขอสงวนนามสกุล) (จด.น้อย) เป็นราษฎรจังหวัดชุมพร นายพร้อยและภรรยารู้จักกับนายกอบ หรือหมอกอบ (หมอเถื่อน) (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานชลประทานจังหวัดพัทลุง และยังมีอาชีพขายยาเร่ตามหมู่บ้านต่างๆด้วย หมอกอบได้นำนายพร้อยและภรรยาไปฝากให้อยู่กับชาวบ้านผู้หนึ่งที่บ้านเขาเจียก (ไม่ทราบชื่อและนามสกุล) ในหมู่ที่ 5 ตำบลเขาเจียก อำเภอเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นคนรู้จักกันดีกับหมอกอบ เมื่อนายพร้อยกับภรรยาได้เข้ามาอยู่ในบ้านเขาเจียกก็ได้ประกอบอาชีพปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และทำขนมไปเร่ขายตามหมู่บ้านใกล้เคียง ขณะที่เร่ขายขนมและสิ่งของต่างๆตามหมู่บ้านนั้น ทั้งนายพร้อยและภรรยาได้ทำการปลุกระดมมวลชน โฆษณาชวนเชื่อและเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อหาสมาชิกไปในตัวด้วย (จต.หมายถึง ชื่อจัดตั้งที่ทางพรรคเปลี่ยนให้สมาชิกที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคใหม่ เพื่อป้องกันความลับเกี่ยวกับตัวบุคคล หรือที่ทางพรรคเรียกว่า "เสียลับ"
    ส่วนนายกอบนั้น นอกจากทำงานที่สำนักงานชลประทานพัทลุงแล้ว ยังมีอาชีพเร่ขายยาตามหมู่บ้านต่างๆ รวมทั้งฉีดยารักษาคนไข้แบบหมอเถื่อนด้วย ระยะเริ่มแรกราษฎรทั้งในบ้านเขาเจียกและหมู่บ้านใกล้เคียงได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนกระทั่งถึงประมาณ พ.ศ.2505 ทาง พคท.ได้ส่งหน่วยจรยุทธ์เข้ามา 4 คน มาร่วมปฏิบัติงานกับนายพร้อย เท่าที่ทราบคือ นายประสิทธิ์ (จต.ชอบ) นายผลึก (จต.เพียร) หลังจากดำเนินการได้ระยะหนึ่งนายพร้อยได้แจ้งให้ทาง พคท. ทราบว่าตนได้คัดเลือกแกนบ้านชั้นนำไว้แล้ว 3 คน คือ นายขาว (ขอสงวนนามสกุล) นายเคียง (ขอสงวนนามสกุล) และนายชิต (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งพร้อมที่จะเดินทางไปเข้ารับการอบรมอุดมการณ์ของลัทธิเพิ่มเติมแล้ว ทาง พคท. จึงตกลงในส่งนายขาว และนายเคียง ไปศึกษาอบรมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ประเทศลาว 4 เดือน ส่วนนายชิต พคท.ให้ช่วยนายพร้อยปฏิบัติงานของพรรคในพื้นที่จังหวัดพัทลุง
    นายขาว และนายเคียง สำเร็จการอบบรมลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศลาวแล้วได้กลับมาปฏิบัติงานที่บ้านเขาเจียกตามเดิม โดยได้จัดตั้งองค์กรขึ้นบังหน้าเรียกว่า "กลุ่มชาวนากู้ชาติ" ดำเนินการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อหาสมาชิกต่อไป ซึ่งช่วงขณะนั้นสามารถกระทำได้ค่อนข้างจะเปิดเผย
    ครั้นในปี พ.ศ.2507 ทาง พคท.ได้ส่งกองกำลังติดอาวุธจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยมีนายประสิทธิ์ (จต.ชอบ) เป็นหัวหน้า หน่วยจรยุทธ์ติดอาวุธนี้ตั้งฐานอยู่ที่บ้านเขาแก้ว ตำบลตะแพน กิ่งอำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง นายประสิทธิ์ได้ส่งนายสุพร (จต.รุ่ง) ซึ่งได้รับการอบรมลัทธิคอมมิวนิสต์ จากกรุงเทพฯ กับเพื่อนอีกคน (ไม่ทราบชื่อสกุล) ไปพบนายพร้อย เพื่อสอบถามความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานของ พคท. ในเขตว่าได้ผลประการใดบ้าง เมื่อได้รับคำตอบว่าการดำเนินงานได้ผลดีจึงให้นายขาว มาเปิดเขตงานที่บ้านเขาเจียก ตำบลเขาเจียก และบ้านควนไหม้ ตำบลโคกชะงาย อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง


ภาพประกอบ : บนเส้นทางภูบรรทัด ตำนานการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของประชาชน พัทลุง-ตรัง-สตูล
โครงการเฉพาะกิจ : กลุ่มภูบรรทัด 2544 (พิมพ์ครั้งแรก 6 ตุลาคม 2544)

    ในปี พ.ศ.2508 นายประสิทธิ์ให้นายสุพร (จต.รุ่ง) ไปเปิดเขตงานใหม่ที่ตำบลป่าพะยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นายสุพร สามารถหาสมาชิกได้เป็นจำนวนมาก เพราะในขณะนั้น การเคลื่อนไหวในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผย จึงได้รับความสนใจร่วมมือจากประชาชนในชนบทเป็นอย่างมาก
    ในปี พ.ศ.2508 นี้เองที่เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบถึงการเคลื่อนไหวต่างๆของฝ่าย พคท. และบรรดาพวกแนวร่วมต่างๆ รวมทั้งแกนบ้านและแกนนำในหมู่บ้าน เช่น ปฏิกริยาของประชาชนที่แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น จึงได้รายงานพฤติการณ์และความเคลื่อนไหวให้หน่วยเหนือทราบ ทางรัฐบาลจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปรามเข้ามาทำการปราบปรามอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2509 เป็นต้นมา โดยเริ่มมีการนำกำลัง พตท. (พลเรือน ตำรวจ ทหาร) เข้าโจมตีฝ่าย ผกค. ที่บ้านเขาแก้ว ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการของหน่วยจรยุทธ์ติดอาวุธของ พคท. อันเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อาวุธเข้าทำการต่อสู้กัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่พัทลุง เป็นวันเสียงปืนแตกที่พัทลุง ผลการปะทะต่อสู้กันฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐสูญเสียชีวิตพลตำรวจ 2 นาย ได้รับบาดเจ็บหลายนาย แต่ไม่ทราบความสูญเสียของทางฝ่าย ผกค. และในปีเดียวกันนี้เองในจังหวัดพัทลุงได้มีการระดม จับกุม ผกค. แกนบ้าน แกนนำ และแนวร่วมของ ผกค. ครั้งใหญ่ นายพร้อย และนายกอบ หรือหมอกอบก็ถูกจับกุมตัวด้วย และถูกนำไปควบคุมไว้ที่สถานที่กักกันชั่วคราวศูนย์การุณยเทพ (ศกท.) ภายหลังเมื่อได้รับการปลดปล่อยตัวแล้ว นายพร้อยก็หายสาบสูญไป ส่วนนายกอบหรือหมอกอบนั้นทราบว่าได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ต่อมานายกอบถูกจับกุมตัวอีกครั้ง และได้รับการปล่อยตัวเป็นครั้งที่สอง หลังจากได้รับการปล่อยตัวครั้งที่ 2 นี้แล้ว นายกอบได้กลับมาบวชอยู่ที่วัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง แต่เมื่อลาสิกขาบทแล้วได้หายสาปสูญไปเช่นกัน ส่วนนายขาว นายเคียง และนายชิต ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในจังหวัดพัทลุงตามที่ได้รับมอบหมายจาก พคท.ต่อไป (ต่อมาภายหลังนายเคียง ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้ว นายเคียงกลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิมที่บ้านเขาเจียก


ภาพประกอบ : บนเส้นทางภูบรรทัด ตำนานการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของประชาชน พัทลุง-ตรัง-สตูล
โครงการเฉพาะกิจ : กลุ่มภูบรรทัด 2544 (พิมพ์ครั้งแรก 6 ตุลาคม 2544)

    ส่วนการใช้กำลังและอาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น พคท. ได้ก่อตั้งเป็นกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2512 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือยึดอำนาจรัฐ สำหรับจังหวัดพัทลุง พคท. ได้ตั้ง ทปท. ร่วมกับจังหวัดตรังและจังหวัดสตูล โดยเรียกว่า "คณะกรรมการจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล" (กจ.พท.ตร.สต.) หรือ ทปท.เขตพัทลุง-ตรัง-สตูล ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแล และอำนวยการของสาขาคณะกรรมการกลางประจำภาคใต้ มีนายสิน (จต.สน,วิน,ม่วง) เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลาง ประจำภาคใต้

การเคลื่อนไหวของ ผกค. ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง
    ผกค.ได้ดำเนินงานทั้งด้านการเมือง และด้านการทหารควบคู่กันไป โดยใช้งานการเมืองนำหน้า ในการขยายงานในจังหวัดพัทลุง-ตรัง-สตูล-สงขลา และยังมีโครงการที่จะขยายเขตงานลงไปทางใต้ด้วย

ขีดความสามารถของ ผกค.
    ทางการเมือง สามารถใช้ความรู้เกี่ยวกับด้านสังคม วัฒนธรรมให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างพื้นฐานงานมวลชนได้เป็นอย่างดี
    สามารถหล่อหลอมประชาชนในพื้นที่ล่อแหลมให้เป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานของ พคท. ได้ดีกว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกันในพื้นที่ในชนบท
    สามารถปฏิบัติการทางจิตวิทยา โดยใช้มนุษย์สัมพันธ์เข้าพบปะกับราษฎร ด้วยการพูดโฆษณาชวนเชื่อในปัญหา การปกครอง เศรษฐกิจ ความเสมอภาค และเอกราชประชาธิปไตยของบ้านเมือง ชี้ให้ประชาชนยอมรับว่าการแก้ปัญหาสังคมนั้น ต้องแก้หรือเปลี่ยนแปลงด้วยการปฎิวัติเท่านั้น ผกค.มีความคิดริเริ่มพลิกแพลงทางการเมือง จิตวิทยา เมื่อมีโอกาสได้ดีกว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    สามารถเข้าถึงประชาชนในชนบทได้ดี ด้วยการเอา ทปท.ไปสร้างแนวร่วมให้มาให้การสนับสนุน พคท. ในพื้นที่ด้อยการจัดตั้ง ฝังแกน และสร้างองค์การในหมู่บ้านขึ้น ให้การสนับสนุนช่วยองค์การจัดตั้งในป่าบนภูเขา
    สามารถนำเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เช่น ปัญหาโจรผู้ร้าย การคอรัปชั่น ยาเสพติและค่าครองชีพเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ ในการจูงใจราษฎรตามท้องถิ่นให้เกลียงชังสร้างความไม่พอใจเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    มีขีดความสามารถในการปลุกระดมมวลชนให้ประชาชนไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่ ความไม่เป็นธรรมในสังคม การกดขี่ข่มเหง รังแกประชาชน ฯลฯ ทั้งของตนเองและของสังคม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งในทางชนชั้นได้อย่างต่อเนื่อง
    มีขีดความสามารถในการเข้าถึงพบปะประชาชนในหมู่บ้านได้อย่างกว้างขวางและอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความสัมพันธ์ในทางเครือญาติ เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้าน
    มีขีดความสามารถในการบีบบังคับ ชักชวนให้ประชาชนในหมู่บ้านให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุน เข้ารับการอบรม หรือเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือแนวร่วมได้ในระดับหนึ่ง และสามารถใช้อิทธิพลบีบบังคับประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐได้
สามารถแฝงตัวและสลายตัวเข้ามาปะปนอยู่ในหมู่บ้านได้ โดยที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถแยกได้ว่าใครคือ ผกค. ใครคือประชาชน
    สามารถทำให้กลุ่มเศรษฐกิจทั้งในชนบทและในเมือง กลุ่มอิทธิพล ต้องให้การสนับสนุนทั้งในด้านการเงิน เสบียงอาหาร ยารักษาโรค ตลอดจนยานพาหนะ และการติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ของรัฐ


ภาพประกอบ : บนเส้นทางภูบรรทัด ตำนานการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของประชาชน พัทลุง-ตรัง-สตูล
โครงการเฉพาะกิจ : กลุ่มภูบรรทัด 2544 (พิมพ์ครั้งแรก 6 ตุลาคม 2544)

    ทางด้านทหาร สามารถใช้ภูมิประเทศป่า เขา ประชาชนในพื้นที่ ให้เป็นประโยขน์ต่องานด้านการทหารได้เป็นอย่างดี
    สามารถรวมกำลังในการปฏิบัตงานทางทหารและการสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว
    มีความอดทนรอคอยโกาสในการปฏิบัติงานทางด้านการทหารได้ในระดับหนึ่ง
    สามารถใช้ประชาชันให้เป็นประโยชน์ในด้านการข่าว จึงสามารถเกาะติดการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ตลอดเวลา ลอบทำร้าย ซุ่มโจมตี วางกับระเบิด ได้มากกว่าเจ้าหน้าที่ และมักจะบังเกิดผลสำเร็จ จนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเสียขวัญ หวาดผวา
    สามารถใช้อิทธิพลข่มขวัญราษฎร แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางคน ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล จนต้องยอมให้ความร่วมมือกับ ผกค.
    สามารถต่อต้านการล้อมปราบได้ในระดับหนึ่ง
    สามารถผลิตกับระเบิดให้เป็นประโยชน์ในการทำลายล้างฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้
    สามารถใช้การปฏิบัติการทางทหาร กดดันการใช้กำลังของฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้
    สามารถพัฒนาขีดความสามารถของกองกำลังให้สูงขึ้น    สามารถเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารด้วยยานพาหนะเข้าโจมตีที่ตั้งของฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้
    สามารถต่อต้านการหาข่าวทางทหาร ทางการเมือง และสามารถต่อต้านการหาข่าวทางทหาร ทางการเมืองให้เป็นประโยชน์ต่อ พคท.ได้ ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่สามารถค้นหาองค์การและจุดติดต่อของ ผกค.ในตำบลหมู่บ้านได้

การป้องกันและปราบปรามของ จนท.รัฐบาล
    หลังจาก พคท. เข้ามาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน โจมตีการปฏิบัติงานของ จนท.ฝ่ายรัฐบาล จนถึงขั้นมีการจัดตั้งแกนนำในหมู่บ้าน มีหน่วยจรยุทธ์ติดอาวุธและมีแนวโน้มว่า จะมีประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมกระบวนการมากยิ่งขึ้น เพราะสมัยนั้น พคท. สามารถเคลื่นไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระเสรี ทางฝ่ายรัฐบาลจึงตะหนักว่าหากไม่ดำเนินการป้องกันหรือปราบปราม พคท. ก็จะเติบโตเป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะมีการแบ่งฝ่ายของประชาชนออกเป็นสองฝ่ายจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กันอย่างเช่นประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม จึงมีการนำเอา พรบ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิส์ พ.ศ.2495 มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการระงับยับยั้งการเจริญเติบโต การขยายตัวของ พคท. นั่นเอง
    ซึ่งในเบื้องต้น จังหวัดพัทลุงดำเนินการตาม พรบ. นี้ ในรูปของ กอ.ปค.จว.พท. (กองอำนวยการป้องกันคอมมิวนิสต์จังหวัดพัทลุง เขตจังหวัดพัทลุง) เพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิตส์ในเขตจังหวัดพัทลุงได้กว้างขวางขึ้น จนกระทั่งเมื่อมีการใช้อาวุธต่อสู้กันจังเปลี่ยนเป็น กอ.รมน. จว.พท. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพัทลุง) มีการรวมผนึกกำลังทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) ตอบโต้การกระทำของฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ขึ้นตรงการบังคับบัญชากับ พตท.41 ประสานการปฏิบัติงานทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และทหาร ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันให้มากที่สุด เพื่อกำจัด ผกค. ในจังหวัดพัทลุงให้หมดสิ้นไป
     หลังจากเกิดวิกฤติ 6 ตุลาคม 2519 ได้ยึดถือนโยบายการปฏิบัติ คือ
     ให้ จนท. ทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร ดำเนินการให้ความคุ้มครางประชาชนให้ปลอดภัยจากการคุกคามของ ผกค. และลัทธิคอมมิวนิสต์
    ขจัดการกระทำต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขให้ ผกค. นำไปโฆษณา โจมตี โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อขยายงานด้านมวลชนของ ผกค.
    เร่งรัดด้านการปฏิบัติงานด้านการพัฒนา และให้บริการแก่ประชาชน เพื่อเป็นภูมิป้องกันการปลุกระดมของ ผกค. เพื่อหาสมาชิกเพิ่ม
    สกัดกั้นแนวร่วมและกลุ่มนิยมซ้ายฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ให้เดินทางเข้าไปร่วมงานกับ พคท. ซึ่งจะทำให้ ผกค. มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
     ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
    1.ทำลายล้างองค์การจัดตั้ง ของ พคท. ให้หมดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ค้นหาและทำลายกองกำลังติดอาวุธ และกำลังรบหลักของ ผกค.ให้หมดสิ้นไป
    2.สร้างศรัทธาให้ประชาชนเลื่อมใสในการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
    3.ปลูกฝังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อต้านการดำเนินงานของฝ่าย ผกค. และสร้างปลูกฝังความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ
    ปฏิบัติการด้านจิตวิทยา และการดำเนินการด้านอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อเสริมสร้างและดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    กอ.รมน.จว.พท. มีกองร้อย อส.จ. กำลังพล 2 กองร้อยเป็นกำลังหลัก มีภาระกิจเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อให้การสนับสนุนกำลังอื่นๆ ในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดพัทลุงหากถูกโจมตี และเพื่อใช้ร่วมปฏิบัติการตามแผนต่างๆ ในการป้องกันและปราบปราม ผกค. นอกจากนี้ยังมีกำลัง อส.อำเภอต่างๆ ร่วมกับตำรวจ ทหาร จัดเป็นชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ในตำบลที่มีการเคลื่อนไหวของ ผกค.
    ในส่วนของระดับอำเภอต่างๆ ก็ได้จัดตั้งเป็น ศอป.รมน.อ. (ศูนย์อำนวยการป้องกัน ปราบปราม รักษาความมั่นคงภายในอำเภอ …….) มีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ขึ้นกับจังหวัดมี อส.อ. และตำรวจภูธรอำเภอเป็นกำลังหลักของอำเภอ
    การปฏิบัติการของฝ่ายรัฐปฏิบัติตามแผนต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลานั้นๆ อย่างเช่นปี พ.ศ.2511 ใช้แผนปฏิบัติโดยใช้แนวคิดตามแผน 09 และ 10 เป็นหลัก เรียกว่า "แผนจาตุรนต์รัศมี" แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ ฝ่ายรัฐตกเป็นฝ่ายสูญเสียมากกว่า จึงมีการปรับปรุงแผนปฏิบัติการใหม่ แต่ยังคงใช้แนวคิดตามแผนจาตุรนต์รัศมีเป็นหลัก เรียกว่า "แผนช่วยทุกข์ราษฎร์" พร้อมมีคำสั่งยุทธการ "ไตรรงค์ 22" ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีภาระกิจหลักทำลายล้างโครงสร้างของ ผกค.และแนวร่วม จำกัดการขยายจุดที่มั่นของ ทปท. ในพื้นที่ ทำลายกองกำลังติดอาวุธของ ผกค. และลดอิทธิพลของ ผกค.ที่กำลังกระจายลงสู่พื้นที่ราบ เพื่อไม่ให้ ผกค. เข้ามาเกาะติดมวลขนในพื้นที่ และให้เสริมสร้างอำนาจรัฐในพื้นที่ปฏิบัติการให้มั่นคงยิ่งขึ้น
    ผลจากการปฏิบัติตามแผนช่วยทุกข์ราษฎร์ ตามคำสั่งยุทธการ ไตรรงค์ 22 ทำให้เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธ 4 ครั้ง คือ
    ครั้งที่ 1 เวลา 07.10 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2522 หมวดโจมตี 513 ออกลาดตระเวณในพื้นที่รับผิดชอบปะทะกับกลุ่ม ผกค. ติดอาวุธที่บ้านโล๊ะไฟตก อ.เมืองพัทลุง ผลการปะทะฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    ครั้งที่ 2 เวลา 12.10 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2522 กำลังหน่วยเฉพาะกิจร่วมกับตำรวจตระเวณชายแดนกองร้อย 43 ปะทะกับกลุ่ม ผกค. ที่บ้านลำสินธุ์ ต.บ้านนา อ.เมืองพัทลุง เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ฝ่าย ผกค.เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน ยึดอาวุธปืนได้ 2 กระบอกพร้อมกระสุน เสื้อผ้า เครื่องครัว อุปกรณ์ยังชีพในป่าอีกจำนวนมาก
    ครั้งที่ 3 วันที่ 20 มีนาคม 2522 เวลาประมาณ 14.00 น. กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษของหน่วยเฉพาะกิจพัทลุงออกลาดตระเวณในพื้นที่รับผิดชอบ ปะทะกับ ผกค. ไม่ทราบจำนวนที่บ้านห้วยไทร ต.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง ผลการปะทะ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย ไม่ทราบความสูญเสียของ ผกค.
    ครั้งที่ 4 วันที่ 24 สิงหาคม 2522 เวลาประมาณ 04.00 น. ตำรวจตระเวณชายแดน หมวด 972 และหมวดปืนเล็ก 2 เข้ากวาดล้าง ผกค.ที่บ้านหนักไฟ ปะทะกับ ผกค. ไม่ทราบจำนวน ผลปรากฏเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    ยุทธการ กิตติ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ อ.เมืองพัทลุง อ.เขาชัยสน และ กิ่ง อ.กงหรา ภารกิจหลักเพื่อทำลายโครงสร้างของ ผกค. และแนวร่วม จำกัดจุดขยายจุดที่มั่นของ ทปท. ในพื้นที่ ทำลายกองกำลังติดอาวุธ ผกค. และลดอิทธิพลของ ผกค. ที่กระจายลงสู่พื้นที่ราบเพื่อไม่ให้ ผกค.เข้ามาเกาะติดมวลชนในพื้นที่ และเสริมสร้างอำนาจรัฐให้มั่นคง รวมทั้งเสริมสร้าง ฟื้นฟูจิตใจประชาชนให้มีขวัญและกำลังใจในการประกอบสัมมาชีพ

    ผลการปฏิบัติตามแผนยุทธการกิตติ
    วันที่ 15 ตุลาคม 2522 เวลาประมาณ 16.00 น. ชุดรบที่ 2 ออกลาดตระเวณในพื้นที่เคลื่อนไหวของ ผกค. จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน พร้อมด้วยยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ต่างๆ หลายรายการ
    วันที่ 21 ตุลาคม 2522 เวลาประมาณ 16.00 น. ชุดรบที่ 2 จัดชุดออกลาดตระเวณรอบฐานปฏิบัติการปะทะกับ ผกค. ประมาณ 3-5 คน ที่มารอรับเสบียงอาหารนานประมาณ 5 นาที พบว่า ผกค. ได้รับบาดเจ็บ ส่วนเจ้าหน้าที่ปลอดภัยและจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 3 คน พร้อมเสบียงอาหารและสิ่งของเครื่องใช้อีกหลายรายการ
    วันที่ 17 ตุลาคม เวลาประมาณ 21.00 น. ผกค.ไม่ทราบจำนวนเข้ามายิงรบกวนฐานปฏิบัติการชุดรบที่ 3 ด้วยอาวุธปืน M79 จำนวน 2 นัด และอาวุธปืน M16 1 ชุด เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.

    ยุทธการฟ้าแลบ 2
    ภารกิจ เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ อ.เมืองพัทลุง อ.ควนขนุน กิ่ง อ.ศรีบรรพต และ กิ่ง อ.กงหรา โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2522 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523
    ผลการปฏิบัติ
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 09.00 น. ชุดรบที่ 2 ปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 7-8 คน ที่บ้านโหล๊ะจังกระ ผลการปะทะ ผกค.เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 21.30 น. ชุดรบที่ 7 ปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 3-5 คน ผลการปะทะ ผกค.เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ยึดลูกระเบิดข้างแบบ M26 ได้ 1 ลูก (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2522 ปะทะกัน 2 ครั้ง)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 16.30 น. ชุดกวาดล้างของหน่วยเฉพาะกิจ 5 ส่วนหน้า ปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 50 คน ที่บ้านห้วยไทร ต.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง ผลการปะทะเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 11.00 น. ชุดกวาดล้างของหน่วยเฉพาะกิจ 5 ส่วนหน้า ได้ปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 5-7 คน ปะทะกันนานประมาณ 15 นาที ผลการปะทะเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย พบร่องรอย ผกค.ก็ได้รับบาดเจ็บด้วยแต่หลบหนีไปได้
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 13.00 น. ชุดรบที่ 1 ได้เข้าไปเคลียพื้นที่ ปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 15 คน ปะทะกันนานประมาณ 20 นาที ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค. (เฉพาะวันที่ 26 พฤศจิกายน 2522 ปะทะกัน 2 ครั้ง)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2522 เวลาประมาณ 23.00 น. ผกค.ประมาณ 10-15 คน เข้ามายิงรบกวนฐานทหารพรานชุด ทพ.404 ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณวัดเกษตรนิคม ตำบลบ้านนา อ.เมืองพัทลุง เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ผกค.เสียชีวิต 1 คน
    วันที่ 22 ธันวาคม 2522 เวลาประมาณ 20.00 น. ชุดรบที่ 12 ได้ปะทะกับ ผกค.ไม่ทราบจำนวน เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของ ผกค.
    วันที่ 23 ธันวาคม 2522 เวลาประมาณ 10.30 น. ชุดรบที่ 12 ปะทะกับ ผกค. ประมาณ 10-15 คน เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ผกค. ได้รับบาดเจ็บแต่หลบหนีไปได้
    วันที่ 24 ธันวาคม 2522 เวลาประมาณ 11.00 น. ชุดรบที่ 12 จัดกำลัง 1 ชุด ปฏิบัติการออกลาดตระเวณและเยี่ยมเยียนประชาชน ขณะเดินลาดตระเวณเกิดปะทะกับ ผกค. จำนวนประมาณ 5-6 คน นานประมาณ 10 นาที ผลการปะทะเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของ ผกค.
    วันที่ 7 มกราคม 2523 เวลาประมาณ 11.00 น. ชุดรบที่ 11 จัดกำลัง 1 ชุด ดักซุ่มโจมตี ผกค. ที่ออกมาหาเสบียง ขณะเข้าพื้นที่เกิดปะทะกับ ผกค.2-3 คน นานประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    วันที่ 8 มกราคม 2523 เวลาประมาณ 12.30 น. ชุดลาดตระเวณของชุดรบที่ 10 ปะทะกับ ผกค. ประมาณ 10 คน เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ผกค. ยึดอาวุธปืนแบบ M.79 ของเจ้าที่ไปได้ 1 กระบอก ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    วันที่ 15 มกราคม 2523 เวลาประมาณ 10.15 น. ชุดรบที่ 3 ปะทะกับ ผกค. ไม่ทราบจำนวน นานประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    วันที่ 25 มกราคม 2523 เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ 12 นาย ออกจากค่ายทหารพรานบ้านใสประดู่ อ.ควนขนุน ประกอบด้วย ทหารพราน 3 นาย อส.อ.ควนขนุน 2 นาย ตชด.5 นาย เดินทางเข้าไปเพื่อซุ่มโจมตี ผกค.ที่บ้านท่ายูง ซึ่งทราบจากแหล่งข่าวว่า ผกค.จะลงมารับเสบียง เกิดการปะทะกับ ผกค.ประมาณ 5-7 คน ที่นานประมาณ 15 นาที ผลการปะทะฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
   วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2523 เวลาประมาณ 16.45 น. ชุดลาดตระเวณของชุดรบที่ 2 ถูกกับระเบิดและถูกซุ่มยิงจากฝ่าย ผกค.ไม่ทราบจำนวน ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 คน ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ไม่ทราบความสูญเสียของฝ่าย ผกค.
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2523 เวลาประมาณ 08.45 น. ชุดรบที่ 2 ของหน่วยเฉพาะกิจ 5 ส่วนหน้า ออกลาดตระเวณ พบค่ายที่พักชั่วคราวของฝ่าย ผกค.2 ค่าย และเกิดการปะทะกันนานประมาณ 90 นาที ผลการปะทะเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ส่วนฝ่าย ผกค.คาดว่าได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ยึดค่ายพักได้ทั้ง 2 ค่าย พร้อมด้วยเอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ 26 ฉบับ ผ้าเต๊น 2 ผืน และเสบียงอาหาร อุปกรณ์ประกอบอาหาร และเครื่องยังชีพจำนวนหนึ่ง
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2523 เวลาประมาณ 12.00 น. ชุดรบที่ 10 จัดกำลัง 2 ชุด ออกลาดตระเวณและเยี่ยมเยียนประชาชนที่บ้านโล๊ะไฟ ปะทะกับ ผกค.จำนวนประมาณ 70-80 คน ผลการปะทะฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 คน ไม่ทราบความสูญเสียฝ่าย ผกค.
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2523 เวลาประมาณ 16.30 น. ชุดรบที่ 2 ปะทะกับ ผกค. ไม่ทราบจำนวนที่บ้านแพรกยอ ต.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง ผลการปะทะเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน ไม่สาหัส 1 คน ไม่ทราบความสูญเสียฝ่าย ผกค.

    สรุปผลการปฏิบัติตามแผนช่วยทุกขราษฎร์ ยุทธการไตรรงค์ 2 จนถึงแผนฟ้าแลบ 2 ห้วงระยะเวลาเดือน กุมภาพันธ์ 2522- กุมภาพันธ์ 2533 รวมระยะเวลา 1 ปี
    -มีการปะทะกัน 21 ครั้ง
    -ผกค.ซุ่มโจมตี 5 ครั้ง
    -ยึดฐานปฏิบัติการ ผกค. 3 ครั้ง
    -เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 7 คน
    -บาดเจ็บ 15 คน
    -ผกค.ยึดอาวุธปืน M.79 ไปได้ 1 กระบอก
    -ผกค.เสียชีวิต 8 คน
    -บาดเจ็บประมาณ 20 คน
    -ยึดอาวุธปืนได้ 5 กระบอก
    -ยึดลูกระเบิดขว้างแบบ M.26 1 ลูก
    -ยึดเอกสาร เวชภัณฑ์ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ส่วนตัว เสบียงอาหาร เครื่องยังชีพในป่าจำนวนหนึ่ง

    ผกค.ออกมอบตัวที่ศูนย์การุณเทพ (ศกท.) กอ.รมน.จว.พท.
    พ.ศ.2521 จำนวน 26 คน
    พ.ศ.2522 จำนวน 94 คน

*อดีตผู้รับผิดชอบศูนย์การุณยเทพ (ศกท.) กอ.รมน.พัทลุง

กลับสู่หน้าหลัก